2008/May/21

       เอ้อ...โทษทีพอดีพึ่งไปเห็นว่ามีกระทู้แบบนี้ที่นี่ http://www.thaicomic.com/forum/viewtopic.php?t=8208&start=30  เดี๋ยวจะพาลเข้าใจไปกันว่าผมมาอ้างปกป้องสำนักพิมพ์ที่ราคาการ์ตูนแพง หรือบางคนเขียนว่าอย่างไรคนไทยก็จนไม่พอซื้ออยู่ดี ขอแบ่งต่อสองประเด็นละกัน

       เรื่องราคา ไม่ต้องห่วงเลย ขอเพียง "ไม่มีสงครามราคา" (Price War) เราจะไม่รู้สึกเลยว่าแพง คำว่าแพงส่วนมากเกิดขึ้นเพราะมีของถูกมาเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่เคยเห็นของถูกเราก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้นี่แพง ยกตัวอย่างเช่นที่มีคนพูดเรื่องเกมลิขสิทธิ์ สมัยก่อนที่จะมีระบบแผ่นก๊อปปี้ ราคาตลับแฟมิคอมอยู่ที่ 800-2500 คนเราก็เคยผ่านมาแล้ว ตอนนั้นตลาดเกมก็เติบโตดี แต่พอแผ่นเกมราคาถูกลงกลายเป็นแผ่นก๊อป ถามว่าตลาดเกมโตขึ้นหรือชะงัก? ลองไปดูนะครับ ประเทศไหนแผ่นก๊อปอะไรขายดี ประเทศนั้นๆ ไม่พัฒนาเรื่องนั้นต่อแน่นอน และเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับประเทศไทยทั้งสองวงการ อันแรกคือตลาดซอฟแวร์เฮาส์ที่ "ตายไปเลย" ประเทศไทยหมดสิทธิ์สร้างตลาดนักเขียนโปรแกรมต่างๆ ขึ้น ทุกคนต้องวิ่งเข้าไปหาบริษัทใหญ่ที่มีงานซัพพอร์ตจำกัด ก็ทำให้มันไม่โต รู้ใหมเมื่อก่อนบ้านเราก็มีบริษัมผลิตเกมเหมือนกันครับ สมัยที่เครื่อง MSX ยังขายได้ มีบริษัทที่ผลิตซอฟแวร์เกมป้อนให้พวกนี้อยู่เหมือนกัน แต่พอราคาแผ่นมันก๊อป ใครก็ลงมาสู้ด้วยไม่ได้ก็ "ตาย" ไปตามกาลเวลา
      ถ้าตลาดเกมยังเป็นของแท้อยู่ คนไทยจะมีโอกาสขึ้นมาพัฒนาแข่งขันอยู่บ้าง ด้วย "ต้นทุนที่ถูกกว่าจริงๆ" อันนี้ไม่ใช่สงครามราคานะครับ แต่เพราะเราสามารถผลิตด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าจริงๆ ได้ต่างหาก คิดง่ายก่อนหน้านี้หลายปีเราทำเกมภาษาไทยได้ที่ราคา 800 บาท ซึ่งถ้าขายได้ในราคานี้จริงๆ บริษัทไทยยังมีโอกาสผลิตได้ครับ แถมเกมเป็นภาษาไทยยิ่งมีโอกาสสร้างตลาดในประเทศได้สูงกว่า ถ้าเกมต่างประเทศเข้ามาที่ราคา 1500-2000 ผลคือสามารถทำให้ตลาดเติบโตด้วยการแข่งขันที่คึกคักและการแข่งขันแบบนี้จะ "ดึง" ให้ฐานตลาด(ลูกค้า) เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ สรุปคืออาจมีโอกาส "รอด" ทั้งตลาด

     เอ๋? แล้วเกี่ยวไรกับเงินในกระเป๋าของลูกค้า มันจะเพิ่มขึ้นได้ไง? อันนี้ต้องดูเป็นมวลรวมทั่วประเทศ เพราะถ้าธุรกิจนี้เติบโตจะเป็นการสร้างมวลรวมรายได้ทั่วประเทศขึ้นครับ เพราะอาชีพนักเขียนโปรแกรม นักเขียนเกม คาแรคเตอร์ดีไซน์ อิลลัสเตรเตอร์ จะเกิดตามมาเป็นทอดๆๆๆๆ ยิ่งตลาดนี้เติบโต อาชีพเหล่านี้ก็จะยิ่ง "มีเงิน" และเงินของพวกเขาที่เพิ่มขึ้นก็เป็นตัวหนุนให้เขาจ่ายย้อนกลับไปที่ธุรกิจที่เขารักและดันให้มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
    และยิ่งธุรกิจของพวกเขาเติบโต "ประเทศ" ก็จะมีเศรษฐกิจที่ดี และมันส่งผลต่อราคาสินค้าหรือแม้แต่รายได้ในกระเป๋าของคนไทยทุกคนแน่นอน
    
     "จำไว้ข้อหนึ่งครับ ยิ่งคุณสนับสนุนของเถื่อนมากแค่ไหน คุณกำลังทำร้ายอนาคตของใครซักคนหนึ่ง หรือบางทีมันอาจเป็นอนาคตของตัวคุณเองด้วยซ้ำ" ผมไม่แมนขนาดพูดว่าผมจะเลิกใช้ของเหล่านี้ได้ แต่ผมมักพูดเสมอๆ ในพันทิพย์ว่าจะใช้อย่างไรก็ขอให้นึกถึงคำนี้ไว้ในใจตลอดด้วย ซึ่งมันก็ช่วยให้ผมพยายามเจียดซื้อของลิขสิทธิ์ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

     เช่นเดียวกับวงการการ์ตูนครับ ราคาการ์ตูนที่ 45 บาท กดดันให้คนที่พยายามดิ้นรน ทำอย่างไรก็ยากมากๆ ที่จะเกิดในวงการนี้ เพราะมันบีบให้ทุกๆ อย่างในวงการราคาต่ำเตี้ยกันไปหมด มันก็ลูปเดียวกันครับ สมมุติราคาการ์ตูนในบ้านเราแพงพอควรเสียตั้งแต่ต้น เด็กไม่เลิกอ่านหรอกครับ แต่เขาจะคัดสรรมากขึ้นแต่มันจะสร้างโอกาสแข่งขันในวงการมากขึ้น การแข่งขันมากตลากก็คึกคัก สมมุติปัจจุบันในวงการมี นักเขียนรวม บ.ก.การ์ตูนอยู่ซัก 100 คน ต่อ 6-7 สนพ. แต่ถ้ามันมี 40-50 สนพ.ล่ะมันจะเพิ่มโอกาสให้คนที่เข้ามาในวงการมากขึ้นใหม? หรือต่อให้ สนพ.เท่าเดิม แต่ถ้ารายได้มันสามารถทำให้ สนพ.เติบโตจนรับคนเพิ่มได้ล่ะ? มันจะเกิดอะไรขึ้นอีกใหม?  แต่เชื่อได้ว่าถ้าโอกาสใกล้กันคนไทยเลือกสร้างเอง พัฒนาเองมากขึ้นแน่นอน? แต่สภาพปัจจุบัน กอง บ.ก.เองใน สนพ. ต่างๆ ก็หืดขึ้นคอกันหมดด้วยรายได้ที่จำกัดจำเขี่ยของราคาหนังสือ นักเขียนไทยอยากจะเกิดเจอราคาหน้าแผงเข้าไปก็สะอึกแล้วครับ....

     แต่ราคาการ์ตูนจะทำให้คนอ่านน้อยลง ตอบก่อนนะครับว่า "ไม่เชื่อ"(จริงหรือไม่นี้พูดตรงๆ ว่าไม่รู้) จากที่ผ่านมากลไกของตลาดจะบีบให้มันรอดแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้นเอง คุณอาจจะได้เห็น "ร้านเช่าการ์ตูนแบบลิขสิทธิ์" จริงๆ หรือรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย( ในญี่ปุ่นและไต้หวันมีแมกกาซีนรวมเล่ม, รวมเล่มฉบับราคาถูก ใครไม่เคยเห็นลองไปหาดูครับเป็นการแก้ปัญหาแบบหนึ่งรูปแบบรวมเล่มแบบราคาถูก ) หลายคนมักชอบอ้างว่า "เด็กๆ จะเอาเงินที่ไหนซื้อ" ตลกดีครับ ผมได้ยินคนที่พูดแบบนี้น่ะวัยรุ่นทั้งนั้น เพราะหนังสือในหมวดเด็กแท้ๆ แพงกว่าการ์ตูนวัยรุ่นมากมาย แต่แค่ตลาดวัยรุ่นของเรายังไม่สามารถยกภาพให้คู่ควรต่อการเป็นสินค้าราคาแพงได้ก็เท่านั้น ( คนพูดส่วนมากสามารถจ่ายค่ามือถือเดือนล่ะ 1000 ค่าเกม เดือนล่ะ 600 ได้แทบทั้งนั้น ) แน่นอนจะมีคนที่เสียโอกาสไปบ้าง ผมยอมรับในข้อนี้แต่ลองเทียบนะครับว่า "โอกาส" ที่เสียไปนั้นเราแลกกับ "โอกาส" อะไรกลับมา

       ขอจบประเด็นนี้แค่นี้แหละครับ

2008/May/15

      กำลังปิดเล่มหนังสือเป็นระวิงและเตรียมเซ็ทอัพโปรเจ็คสำหรับงานหนังสือเด็กที่กำลังจะถึงในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ( แล้วมาอัพบล็อกได้ไงฟระ?) เอาเถอะงานนี้เปิดตัวโปรเจ็คที่เลื่อนมาจากงานสัปดาห์ที่ผ่านมาคงต้องทำตัวฟิตๆ หน่อย เลยแอบมาเขียนเรื่องนี้ผ่อนคลายอารมณ์บ้าง
      วันก่อนมีคนถามเรื่องราคาหนังสือบ้านเราว่าทำไมการ์ตูนมันแพงหนักหนา อืม...ผมมองดูราคาการ์ตูนเล่มหนึ่ง 45 บาทคิดคำนวณต้นทุนในใจเสร็จสรรพแล้วคิดในใจว่า "คนทำการ์ตูนลิขสิทธิ์นี่เก่งเนอะที่ทำราคาที่เท่านี้ได้" ผมถามเขาว่าการ์ตูนถ้าเทียบกับหนังสือหรือความบันเทิงประเภทอื่นๆ นี่ถูกออก "เขาบอกว่าดูซิพี่ราคาการ์ตูนบ้านเราเนี่ยเกือบเท่าราคาข้าวตั้ง 2 จาน อย่างในประเทศอื่นๆ เทียบกับค่าครองชีพเขาแล้วอยู่ที่ราคาข้าวหนึ่งจานเท่านั้นเองนะ การ์ตูนบ้านเราแพงจะตาย?"(เป็นข้อเปรียบเทียบประจำที่ได้ยินเวลาเทียบเรื่องนี้) ผมอึ้งไปพักหนึ่งคิดในใจต่อก็จริงแฮะว่าการ์ตูนบ้านเราเท่าข้าว 2(1.5 ละกันนะ)จานจริงๆ ด้วย ในญี่ปุ่นอยู่ที่ ราวๆ 400 เยนก็ราวๆ บะหมี่หนึ่งชาม แพงกว่าแม็คในญี่ปุ่นนิดหน่อย (บิ๊กแมคญี่ปุ่นราวๆ 300 เยน) อืมการ์ตูนในบ้านเราคงจะแพงจริงๆ แหละนะ

       ไม่ช่ายยยยยยเฟร้ยยยยยยยยยย!!!!

     อืม อ่า นะ...ใจเย็นลงนิดนึง ต้องบอกก่อนนะครับว่าการเปรียบเทียบแบบนี้เป็นการปิดตาข้างเดียวพูด ขอย้ำว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารนะครับ เราไม่สามารถนำราคาอาหารในประเทศเราไปเปรียบเทียบกับราคาสินค้าอื่นๆ ได้ เพราะอาหารในไทยนั้น ถูกมากกกกกกกก...หากเราอยากเปรียบสินค้าใดๆ ในบ้านเราว่าถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ขอให้ใช้สินค้าที่มีค่ามาตรฐานเหมือนกันด้วย ในญี่ปุ่นอาหารถือเป็นสินค้าที่มีราคาแพงเอาการ หรือจะเรียกว่ากลางๆ ก็ได้สำหรับเขา แต่ในบ้านเราอาหารถือว่าถูก ทั่วโลกต่างพูดว่าเมืองไทยเป็นสวรรค์เพราะของมันถูกโดยเฉพาะของกิน
   เช่นหากจะเปรียบราคาการ์ตูนบ้านเราต้องยกไปเทียบกับสินค้านำเข้าที่ทั้งเราและญี่ปุ่นนำเข้าโดยมีอัตราการเสียภาษีที่ใกล้เคียงกัน และในกรณีนี้ผมขอแนะนำ Mc Donald ผมไปมาหลายประเทศราคาแมคนั้นส่วนใหญ่ต่างกันไม่เกิน 20% ( จริงๆ เอาชัวร์ต้องเหมือนกันเลยแต่อัตราแมคก็ถือว่าใช้วัดได้คร่าวๆ )บิ๊กแมคบ้านเรานั้นอยู่ที่ 62 บาท การ์ตูนบ้านเราอยู่ที่ 45 บาท คิดเป็น 3/4 จากราคาแม็ค ในญี่ปุ่นการ์ตูนทั่วไปอยู่ที่ 390 เยน บิ๊กแมคที่ราคา 300 เยน(90 บาท) ราคาการ์ตูนอยู่ที่ 4/3....มองเห็นอะไรลางๆ ใหมครับ...

   ในไต้หวันการ์ตูนอยู่ที่ 100-120 เหรียญ บื๊กแมคราวๆ 80-90(90บาท) เหรียญ คิดเป็น 4/3 เช่นกัน ในอเมริการาคาการ์ตูนอยู่ที่ราวๆ 10 US บิ๊คแม๊คอยู่ที่ 3 เหรียญ(95 บาท)!! คิดเป็น 10/3 เราจะเห็นได้ว่าราคาแม๊คทั่วโลกนั้น ใกล้กันแต่ราคาหนังสือต่างกันมากมายแต่ข้อสรุปหนึ่งคือการ์ตูนญี่ปุ่นในบ้านเราถูกมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แม้แต่เทียบกับประเทศผู้ผลิตอย่างญี่ปุ่นซึ่ง "หนังสือ" ในประเทศนี้เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในบ้านเขาถือว่าถูก บ้านเราดันถูกกว่าอีกร่วม 40% (แม้แต่แมคในบ้านเราก็ยังถูกเพราะมันเป็นอาหาร ต่อให้ขายเท่าแมคก็ควรถือว่าถูกตาม "กลไก" ค่าครองชีพที่แท้จริงแต่การ์ตูนเรายังถูกกว่านั้นอีก) แถมยอดพิมพ์ในบ้านเราต่ำกว่าเขาหลัก 10 เท่า ตลกดีที่นิยายบ้านเรากับประเทศในเอเชียนี่ราคามัน "พอๆ กัน" แต่เราเคยชินกับว่าการ์ตูนต้องราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ ( เชื่อใหมว่าถ้าราคามันสูงมาตั้งแต่ต้นคนจะไม่บ่นกันมากขนาดนี้ ยอดพิมพ์ก็ไม่ตกลงเท่าไหร่ด้วย )ของบางอย่างมันไม่เกี่ยวกับราคา ตั๋วหนังในบ้านเราแพงขึ้น 4 เท่าใน 15 ปี แต่ยอดคนดูหนังเพิ่มขึ้นมากมาย ในขณะที่การ์ตูนบ้านเราราคาขึ้น 4 เท่าใน 15 ปี ยอดพิมพ์มีแต่ต่ำลงๆๆๆๆ อะไรหนอเป็นปัจจัย?

   อะไรเป็นปัจจัยก็ช่างผมขี้เกียจถกเรื่องนี้ แต่มันเป็นข้อจำกัดที่สั่งสมกันมานานเหมือนปัญหางูกินหางไปแล้ว คนอยากได้งานการ์ตูนไทยดีๆ แต่เทียบค่าแรงกระจอกกว่าอาชีพอื่นๆ ถ้าค่าแรงแพงๆ ขายถูกก็เจ๊งซิ แต่ดันต้องไปเทียบกับ "การ์ตูนญี่ปุ่นในไทย" ที่ถูกมากและคุณภาพค่อนข้างดี....
   ถ้าเอาราคาปกการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นที่ตั้งก็ไม่ต้องคิดอะไรต่อแล้วครับ สนพ.การ์ตูนไทยรู้ดีว่ามันยากกกกขนาดไหน กลายเป็นว่าการ์ตูนไทยที่ดีซักเรื่องต้องอาศัยข้อจำกัดชนิดมหากาฬที่จะไป "ลดต้นทุน" ด้านอื่นๆแทนที่จะมาวัดกันที่งาน
   ขออ้างถึงเคสคลาสสิคอันหนึ่งในบ้านเรา ที่ไม่อยากออกนามมากนัก บริษัทอนิเมชั่นที่ญี่ปุ่นไม่อนุญาติให้เราทำ DVD การ์ตูนเร็วเกินไปต้องรอไประดับหนึ่ง(พักใหญ่เลย..ทำไห้บางทีบางเรื่องต้องทำตอนที่กระแสเอาท์ไปแล้ว) ด้วยว่ามีคนญี่ปุ่นบินมาหิ้วแผ่นอนิเมชั่น DVD ไทยกลับไปขายในญี่ปุ่นด้วยว่าคุณภาพดีราคาถูกบรรลัย!! ตลกดีที่แฟนอนิเมญี่ปุ่นที่เป็นชาวไทยยังด่าบริษัทในไทยอยู่วันเว้นวันเรื่องนี้อยู่เลย ผมไม่สามารถบอกชื่อบริษัทออกไปได้ด้วยเป็นเรื่องวงในแต่ก็แบบนี้แหละครับ ของไทยคนไทยดูถูกกันเอง แม้แต่ของที่อิมพอร์ตเข้ามามองราคาตามความเคยชินและความพอใจแต่ไม่ได้มองตามราคากลไกตลาด

   บางแห่งพูดว่า สนพ. นู้นนี้ตั้งราคาแพงเกินจริง ทั้งที่ไม่รู้ว่า "จริง" คืออะไรกันแน่ ทุก สนพ.ที่ตั้งราคาการ์ตูนแบบที่เป็นอยู่มีความตั้งใจอยู่ปัจจัยเดียวคือทำให้รอดอย่างแท้จริงและทำให้ตลาดไทยเติบโต ก็เท่านั้นแต่คนส่วนมากมักอยากให้มันเติบโตแต่ไม่เคยสนใจถึงความจริงแฮะ

edit @ 20 May 2008 14:03:26 by Aha301

edit @ 20 May 2008 15:03:48 by Aha301

2008/Mar/09

          วันนี้อัด 2 เอนทรี่เลย เพราะอยากคุยเรื่องนี้ด้วย ไหนๆ ก็เหลือเวลาอีกนิดหน่อย

           หลังจากกระแสการจัดเรทในบ้านเราดำเนินมาได้พักหนึ่ง หลังจากที่ผมไปร่วมประชุมกับสมาคมผู้จัดพิมพ์มา 3 ครั้งกับ สนพ.การ์ตูนเจ้าใหญ่ในบ้านเรา ในที่สุดก็ดำเนินมาถึงวันที่ต้องไปร่วมประชุมกับทางกระทรวงวัฒนธรรม ท่านรองปลัดกระทรวงประกาศชัดเจน "การจัดเรทครั้งนี้เป็นวาระแห่งชาติ ที่มีมติมาจาก ครม. ที่ต้องทำให้สำเร็จ" ดูเหมือนว่าบ้านเราใกล้จะเห็นแสงสว่างของวงการแล้ว....ถ้าไม่มีตำรวจ

          คงต้องท้าวกันซักนิดว่า หลังจากได้รับมอบหมายให้ประสานงาน ผมไม่ถนัดในงานติดต่อกับคนเลยให้ตาย โชคดีที่พี่ไข่จากอนิแมกมารับหน้าแทนให้ ขอบคุณมากพี่....แต่ตอนประชุมครั้งที่ 2 พี่ไข่ติดธุระ...อั่ก...วนกลับมาอีกละหวา ในการประชุมครั้งที่สอง สนพ.การ์ตูนแสดงทรรศนคติต่างๆ ได้อย่างดี ต้องขอบคุณพี่ยูตะจากวิบูลย์กิจที่สร้างตุ๊กตารูปแบบการจัดเรทขึ้นมาให้ทำให้การประชุมลื่นไหลเป็นอย่างดี ด้วยความร่วมมือจาก NED, SIC, Bongkoch,VBK,Burapat รวมถึงบรรลือสาส์น ในที่สุดเราก็สามารถสรุปเอกสารขั้นต้นขึ้นมาได้ (ลงในอนิแมกเล่มไหนผมจำไม่ได้ แต่จริงๆ ผมโดนทักไว้ว่าอย่าพึ่งเปิดเผยอ่ะนะ) ผ่านการกรองอีก 2 ครั้งก็พร้อมขึ้นประชุมกับทางกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว

        ในวันประชุมจริงนั้น ผมรู้สึกแปลกใจที่ทุกผู้คนที่เข้ามารวมกันนั้นมองไปที่จุดประสงค์มี่เหมือนๆ กัน แม้แต่ปลัดกระทรวงหรือจากทางกรมศิลป์ พร้อมเปิดใจรับภาพต่างๆ จนน่าแปลกใจ ทุกอย่างเป็นได้ด้วยดีอย่างไม่น่าเชื่อ ผมคิดในใจ ดูเหมือนว่าการจัดเรทติ้งโดยองค์กรกลางที่ได้รับการกลั่นกรองจากเอกชนกำลังสำเร็จแล้ว ที่นั่นเองผมก็พบว่าทุกอย่างมันสะดุดแป๊กลงมา ด้วยตำรวจบอกว่ามัน "ผิดกฏหมาย" จัดเรทแล้วพ่อก็จะจับอยู่ดี....

          ทุกคนในที่ประชุม นิ่งอึ้ง... ถ้าให้ผมเขียนเป็นภาพการ์ตูนก็คงกำลังทำตา 2 จุด อย่างงงงวยว่าหมายฟามว่าไงฟระ...มีการยกตัวอย่างหนังสือหรือวรรณคดีไทยหลายๆ อย่างขึ้นมาเป็นประเด็นตัวอย่าง แม้แต่บทอัศจรรย์ที่อยู่ในขุนช้างขุนแผน แต่จบลงด้วยคำพูด...."ผมก็ไม่เคยอ่านหรอก นะ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็ผิดกฏหมายและผมก็ต้องจับ" โอ้ละหนอ...แบบเรียนไทยยังผิดกฏหมายเลย ใช่ครับ...เราต้องยอมรับว่ามันผิดจริงๆ เพราะในข้อกฏหมายระบุไว้ว่า "การตีพิมพ์ใดๆ ที่ผิดต่อศีลธรรมอันดี ถือเป็นการผิดกฏหมาย(โคตรคาถามหาครอบจักรวาล)" จำไว้นะครับการ์ตูนหรือสิ่งพิมพ์ใดๆ ที่เขียนถึงการฆ่าสัตว์(ยิงนกตกปลา) ผิดกฏหมาย...ต่อไปพวกเราห้ามอ่าน

          ลูกค้านไม่ได้ผลต้องมีลูกล่อกันบ้าง มีคนขึ้นมาเกลี้ยกล่อมว่าจัดเรทแล้วจะได้ทำให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้น จะได้ไม่เหมือนเคสเทปผีซีดีเถื่อนที่ตามจับกันไม่จบไม่สิ้น(ผมเดาว่าคนพูดแอบกัดในใจ) ตำรวจพูดต่ออย่างภาคภูมิใจจนผมแทบสำลักน้ำลายแม้ตอนนั้นคอจะเหนียวไปหมดแล้วก็ตาม "ไม่ต้องห่วงหรอก อย่างเทปผีซีดีเถื่อนน่ะ รายใหญ่ๆ เราจับไปหมดแล้ว ไม่เหลือแล้ว ที่เหลืออยู่เป็นรายๆ เล็ก ตามจับไม่หมดหรอกพวกนั้น" ประโยคนี้ผมสิ้นศรัทธาวงการตำรวจทันที และหลายๆ คนในที่ประชุมที่รู้ดีก็คงคิดเช่นเดียวกัน เราท่านรู้กันอยู่ ซีดีเถื่อนรายใหญ่น่ะมันมีแบ๊กเป็นคนมีสี...หรือต้องเรียกว่าคนมีสีทำเองดีล่ะ แต่แน่ๆ ผมอ่านหนังสือพิมพ์เกือบทุกวันและคนเหล่านี้ไม่เคยถูกจับ

           ตอนนั้นผมคิดว่าวงการสิ่งพิมพ์บ้านเราคงยังต้องตกอยู่ในยุคมืดอย่างแน่แท้ ท่านรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมก็ออกตัวขึ้นมาอย่างแข็งกล้า"การจัดเรทครั้งนี้เป็นวาระแห่งชาติ ที่มีมติมาจาก ครม. ที่ต้องทำให้สำเร็จ โดยไม่เกี่ยวกับใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และเป็นข้อที่ต้องเข้าไปเขียนเพิ่มเติมใน พรบ.จดแจ้งการพิมพ์" ทั้งยังย้ำมาด้วยว่าในหมวดภาพยนตร์ได้ทำสำเร็จไปแล้ว ผมได้ยินว่าจะไม่มีการเซ็นแต่จะจัดเรทแทน คนต้องรอดูไปอีกซักพักถึงจะเห็นทั่วไป....แต่นั่นเป็นประโยคที่ยอดเยี่ยมมาก ผลการประชุมในวันนั้นจบไปอย่างไม่ได้รับการยอมรับจากตำรวจแต่ผมก็ยังเห็นความหวังทั้งหมดอยู่ตรงนั้น....

           ผมนึกถึงวันแรกที่สมาคมการพิมพ์ประกาศขออาสาสมัคร ตอนนั้นผมคิดว่ามันก็ไม่เกี่ยวกับ สนพ. ผมซักเท่าไหร่ คนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ดูแขยงๆ กันไปหมด แต่ตอนนั้นผมเคยอ่านในเว็บพันทิพย์มายาวนานเรื่องนี้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันอย่างนู้น มันอย่างนี้ ผมนึกถึงขึ้นมาทันที วันนี้มันอยู่ครงหน้าแล้ว ถ้าผมปล่อยผ่านไปอีก อนาคตผมจะไม่เสียใจหรือที่วันนี้ทิ้งโอกาสนั้นไป ผมไม่อยากเป็นแค่คนที่ดีแต่พูดแล้วมานั่งยลผลบนหอคอยงาช้าง วิจารณ์คนอื่นโดยไม่เห็นด้วยซ้ำว่าพวกเขาเหล่านั้นทำงานอย่างไร วันนั้นผมเลยตัดสินใจยกมือเข้าร่วมในงานครั้งนี้ มันเป็นคำตอบชีวิตสำหรับผมอีกครั้ง ผมดีใจที่ได้ทำลงไป แม้ผมจะแทบไม่มีบทบาทอะไรกับการจัดเรทติ้งครั้งนี้ก็ตามที ขอบคุณ สนพ.ต่างๆ ที่ร่วมมือกัน เพื่อสร้างสรรวันข้างหน้าให้ดีขึ้นเสมอๆ

...............และมันก็เป็นแค่เรื่องที่มาเล่าสู่กันฟัง........................................