เรื่องราคา ไม่ต้องห่วงเลย ขอเพียง "ไม่มีสงครามราคา" (Price War) เราจะไม่รู้สึกเลยว่าแพง คำว่าแพงส่วนมากเกิดขึ้นเพราะมีของถูกมาเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่เคยเห็นของถูกเราก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้นี่แพง ยกตัวอย่างเช่นที่มีคนพูดเรื่องเกมลิขสิทธิ์ สมัยก่อนที่จะมีระบบแผ่นก๊อปปี้ ราคาตลับแฟมิคอมอยู่ที่ 800-2500 คนเราก็เคยผ่านมาแล้ว ตอนนั้นตลาดเกมก็เติบโตดี แต่พอแผ่นเกมราคาถูกลงกลายเป็นแผ่นก๊อป ถามว่าตลาดเกมโตขึ้นหรือชะงัก? ลองไปดูนะครับ ประเทศไหนแผ่นก๊อปอะไรขายดี ประเทศนั้นๆ ไม่พัฒนาเรื่องนั้นต่อแน่นอน และเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับประเทศไทยทั้งสองวงการ อันแรกคือตลาดซอฟแวร์เฮาส์ที่ "ตายไปเลย" ประเทศไทยหมดสิทธิ์สร้างตลาดนักเขียนโปรแกรมต่างๆ ขึ้น ทุกคนต้องวิ่งเข้าไปหาบริษัทใหญ่ที่มีงานซัพพอร์ตจำกัด ก็ทำให้มันไม่โต รู้ใหมเมื่อก่อนบ้านเราก็มีบริษัมผลิตเกมเหมือนกันครับ สมัยที่เครื่อง MSX ยังขายได้ มีบริษัทที่ผลิตซอฟแวร์เกมป้อนให้พวกนี้อยู่เหมือนกัน แต่พอราคาแผ่นมันก๊อป ใครก็ลงมาสู้ด้วยไม่ได้ก็ "ตาย" ไปตามกาลเวลา
ถ้าตลาดเกมยังเป็นของแท้อยู่ คนไทยจะมีโอกาสขึ้นมาพัฒนาแข่งขันอยู่บ้าง ด้วย "ต้นทุนที่ถูกกว่าจริงๆ" อันนี้ไม่ใช่สงครามราคานะครับ แต่เพราะเราสามารถผลิตด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าจริงๆ ได้ต่างหาก คิดง่ายก่อนหน้านี้หลายปีเราทำเกมภาษาไทยได้ที่ราคา 800 บาท ซึ่งถ้าขายได้ในราคานี้จริงๆ บริษัทไทยยังมีโอกาสผลิตได้ครับ แถมเกมเป็นภาษาไทยยิ่งมีโอกาสสร้างตลาดในประเทศได้สูงกว่า ถ้าเกมต่างประเทศเข้ามาที่ราคา 1500-2000 ผลคือสามารถทำให้ตลาดเติบโตด้วยการแข่งขันที่คึกคักและการแข่งขันแบบนี้จะ "ดึง" ให้ฐานตลาด(ลูกค้า) เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ สรุปคืออาจมีโอกาส "รอด" ทั้งตลาด
เอ๋? แล้วเกี่ยวไรกับเงินในกระเป๋าของลูกค้า มันจะเพิ่มขึ้นได้ไง? อันนี้ต้องดูเป็นมวลรวมทั่วประเทศ เพราะถ้าธุรกิจนี้เติบโตจะเป็นการสร้างมวลรวมรายได้ทั่วประเทศขึ้นครับ เพราะอาชีพนักเขียนโปรแกรม นักเขียนเกม คาแรคเตอร์ดีไซน์ อิลลัสเตรเตอร์ จะเกิดตามมาเป็นทอดๆๆๆๆ ยิ่งตลาดนี้เติบโต อาชีพเหล่านี้ก็จะยิ่ง "มีเงิน" และเงินของพวกเขาที่เพิ่มขึ้นก็เป็นตัวหนุนให้เขาจ่ายย้อนกลับไปที่ธุรกิจที่เขารักและดันให้มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
และยิ่งธุรกิจของพวกเขาเติบโต "ประเทศ" ก็จะมีเศรษฐกิจที่ดี และมันส่งผลต่อราคาสินค้าหรือแม้แต่รายได้ในกระเป๋าของคนไทยทุกคนแน่นอน
"จำไว้ข้อหนึ่งครับ ยิ่งคุณสนับสนุนของเถื่อนมากแค่ไหน คุณกำลังทำร้ายอนาคตของใครซักคนหนึ่ง หรือบางทีมันอาจเป็นอนาคตของตัวคุณเองด้วยซ้ำ" ผมไม่แมนขนาดพูดว่าผมจะเลิกใช้ของเหล่านี้ได้ แต่ผมมักพูดเสมอๆ ในพันทิพย์ว่าจะใช้อย่างไรก็ขอให้นึกถึงคำนี้ไว้ในใจตลอดด้วย ซึ่งมันก็ช่วยให้ผมพยายามเจียดซื้อของลิขสิทธิ์ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
เช่นเดียวกับวงการการ์ตูนครับ ราคาการ์ตูนที่ 45 บาท กดดันให้คนที่พยายามดิ้นรน ทำอย่างไรก็ยากมากๆ ที่จะเกิดในวงการนี้ เพราะมันบีบให้ทุกๆ อย่างในวงการราคาต่ำเตี้ยกันไปหมด มันก็ลูปเดียวกันครับ สมมุติราคาการ์ตูนในบ้านเราแพงพอควรเสียตั้งแต่ต้น เด็กไม่เลิกอ่านหรอกครับ แต่เขาจะคัดสรรมากขึ้นแต่มันจะสร้างโอกาสแข่งขันในวงการมากขึ้น การแข่งขันมากตลากก็คึกคัก สมมุติปัจจุบันในวงการมี นักเขียนรวม บ.ก.การ์ตูนอยู่ซัก 100 คน ต่อ 6-7 สนพ. แต่ถ้ามันมี 40-50 สนพ.ล่ะมันจะเพิ่มโอกาสให้คนที่เข้ามาในวงการมากขึ้นใหม? หรือต่อให้ สนพ.เท่าเดิม แต่ถ้ารายได้มันสามารถทำให้ สนพ.เติบโตจนรับคนเพิ่มได้ล่ะ? มันจะเกิดอะไรขึ้นอีกใหม? แต่เชื่อได้ว่าถ้าโอกาสใกล้กันคนไทยเลือกสร้างเอง พัฒนาเองมากขึ้นแน่นอน? แต่สภาพปัจจุบัน กอง บ.ก.เองใน สนพ. ต่างๆ ก็หืดขึ้นคอกันหมดด้วยรายได้ที่จำกัดจำเขี่ยของราคาหนังสือ นักเขียนไทยอยากจะเกิดเจอราคาหน้าแผงเข้าไปก็สะอึกแล้วครับ....
แต่ราคาการ์ตูนจะทำให้คนอ่านน้อยลง ตอบก่อนนะครับว่า "ไม่เชื่อ"(จริงหรือไม่นี้พูดตรงๆ ว่าไม่รู้) จากที่ผ่านมากลไกของตลาดจะบีบให้มันรอดแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้นเอง คุณอาจจะได้เห็น "ร้านเช่าการ์ตูนแบบลิขสิทธิ์" จริงๆ หรือรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย( ในญี่ปุ่นและไต้หวันมีแมกกาซีนรวมเล่ม, รวมเล่มฉบับราคาถูก ใครไม่เคยเห็นลองไปหาดูครับเป็นการแก้ปัญหาแบบหนึ่งรูปแบบรวมเล่มแบบราคาถูก ) หลายคนมักชอบอ้างว่า "เด็กๆ จะเอาเงินที่ไหนซื้อ" ตลกดีครับ ผมได้ยินคนที่พูดแบบนี้น่ะวัยรุ่นทั้งนั้น เพราะหนังสือในหมวดเด็กแท้ๆ แพงกว่าการ์ตูนวัยรุ่นมากมาย แต่แค่ตลาดวัยรุ่นของเรายังไม่สามารถยกภาพให้คู่ควรต่อการเป็นสินค้าราคาแพงได้ก็เท่านั้น ( คนพูดส่วนมากสามารถจ่ายค่ามือถือเดือนล่ะ 1000 ค่าเกม เดือนล่ะ 600 ได้แทบทั้งนั้น ) แน่นอนจะมีคนที่เสียโอกาสไปบ้าง ผมยอมรับในข้อนี้แต่ลองเทียบนะครับว่า "โอกาส" ที่เสียไปนั้นเราแลกกับ "โอกาส" อะไรกลับมา
ขอจบประเด็นนี้แค่นี้แหละครับ