ตอนที่คิดจะเริ่มเขียน Blog ก็เพราะหัวข้อนี้แหละนะ แต่ด้วยความวุ่นวายในชีวิตก็เลยต้องพาลเว้นว่างไปซะนาน ไหนๆ ก็นึกหัวข้อไว้แล้วก็เลยอยากจะเขียนไว้ซักหน่อย

ดูเหมือนว่าตั้งแต่เราเข้าวงการมาอย่างจริงจังหลังจากเคยหมดหวังในเส้นทางวงการการ์ตูนไทยไปแล้ว ก็ได้พบว่าโลกนี้มันมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่เรายังต้องเรียนรู้กับมันอยู่อีกมาก จนแม้แต่วันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น และก็เลยเริ่มเห็นและมั่นใจกับเส้นทางในอนาคตจนกลับมาเชื่อมั่นกับตัวเองได้อีกครั้งว่าการ์ตูนไทยไปรอดแน่ๆ แค่ช้าเร็วแค่ไหนเท่านั้น(และต่อให้ช้ามันก็ไม่ช้ามากหรอก) แม้วันนี้ยังต้องฝ่ามรสุมด้านทัศนคติแนวความคิดต่างๆ ที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่างนายทุน(นักธุรกิจ)และนักเขียน(ศิลปิน) ตรงนี้ก็เลยมาแจกแจงความคิดตัวเองให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นอีกหน่อย

Investor 's Part

ในบ้านเราจะหานายทุนที่เข้าใจการ์ตูนก็เชื่อว่ายากเต็มที อย่างดีส่วนใหญ่ก็แค่เคยอ่านๆ มาแต่ไม่เคยเขียนหรืออยู่ในกระบวนการผลิตการ์ตูนเล่ม นักเขียนส่วนใหญ่ก็มักมองว่านายทุนนั้นหน้าเลือดและดีแต่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ แม้แต่ผมเองสมัยที่ตัวเองอยู่ในฐานะนักเขียนก็คิดแบบนั้นแต่หลังจากทำงานมานานมันก็ตลกดีที่นายทุนกลับมักเป็นฝ่ายที่มี "เหตุผล" อันควรสูงกว่านักเขียนเสมอๆ แต่เป็นเหตุผลที่นักเขียนไม่มีวันเข้าใจจนกว่าจะได้มาพบเจอด้วยตัวเอง (เพราะแต่เดิมเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน) และเมื่อเข้าใจผมก็ต้องยอมรับล่ะว่านายทุนที่มีความสามารถในการลงทุนแล้ว ยังยืนอยู่ในวงการนี้เหตุผลกว่าครึ่งจะต้องมากจากใจรักเกือบจะแน่แท้แล้ว เพราะการลงทุนบนธุรกิจใดๆ ก็มีพื้นฐานใกล้ๆ กัน แต่ "ธุรกิจการ์ตูนไทย" (หรือเทศด้วยเอ้า!!) เป็นธุรกิจที่ทำอย่างอื่นกำไรกว่ามากนัก การที่นักลงทุนเลือกมาลงทุนตรงนี้เป็นการต่อสู้ในธุรกิจระยะยาวที่เสี่ยงต่อการขาดทุนและถึงจะกำไรขึ้นมาในระยะแรกก็ไม่มากนัก ถือว่าเป็นการลงทุนที่ไร้สาระมากครับ ทุกคนรู้ดีธุรกิจระยะยาวต้องลงทุนกับธุรกิจที่ความเสี่ยงต่ำผลตอบแทนขั้นตนต่ำแต่ดีในระยะยาว ไอ้จะมองเป็นธุรกิจระยะสั้นก็ตอบให้เลยว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เว้นแต่โชคและจังหวะจะอำนวยชัยให้คุณจริงๆ (แน่นอนว่าคุณเองก็ต้องมีความสามารถที่จะเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านั้นด้วย) มาถึงตรงนี้ผมแสดงตัวเลขให้คุณดูกันเลยละกันว่ากำไรมันจะเป็นยังไง

อนึ่ง ที่ผมกำลังจะลงให้เป็นแค่ สมการสมมุติให้พอเห็นภาพของนายทุนนะครับ

นายทุนเริ่มต้นคงต้องแบกค่าใช่จ่ายคงที่จำนวนหนึ่งโดยเริ่มตั้งแต่ค่าตัวตัวเอง(หากมีความสามารถในการเป็นนายทุน ผมประเมินขั้นต่ำให้คุณมีรายได้ในกรณีที่ไปทำงานที่อื่นไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทแน่นอน แบบต่ำๆ เลยนะเนี่ย) คุณจะบีบอย่างไรก็จำเป็นต้องคิดในอัตราที่มันทำให้คุณยังดำรงชีวิตได้จริงถึงแม้มันจะต่ำกว่าค่าตัวจริงๆ ของคุณก็ตาม+ค่าสถานที่ที่แม้ว่าจะเป็นบ้านของคุณเอง+ค่าสาธารณูประโภค+เบ็ดเตล็ด+ค่าจัดการสต็อค(คีย์สำคัญตัวหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนคิดถึง)+ค่าพนักงานประจำ(อันนี้แปรผันตามความจำเป็นและการจัดการ)กรณีนี้ผมขอจ้างบัญชีหนึ่งคนและกอง บก. หนึ่งคนเพื่อให้คุณมองภาพในเสกลที่เล็กกันก่อน ตรงนี้ทั้งหมดต่อเดือนซักเท่าไหร่ดีครับ ผมประเมินถูกแบบสุดๆ ซัก 35,000 บาท/เดือน กะลังเล็กได้ใจ (ค่าตัว 8,000 ค่าพนักงาน 2 คน 12,000 ค่าสต็อค ค่าเช่าที่ และสาธารณูประโภคและอื่นๆ 15,000 ราวๆ นี้ก่อนละกัน) นำไปรวมกับค่าต้นฉบับ

ในกรณีที่ค่าต้นฉบับพื้นฐานวงการการ์ตูนไทยอยู่ที่ 250 บาท รวมเล่ม1 เล่มอยู่ที่ 176 หน้า ทั่วไปใช้เวลา4 เดือน รวมค่าต้นฉบับต่อเล่ม 44,000 บาท เอาแบบเหมาด้วยเลยนะ และนำไปรวมกับค่าพิมพ์อันนี้อยู่แล้วแต่ไปตกลงกันมาและยอดพิมพ์ ผมตีให้เรทปกติละกัน ตกเล่มล่ะซัก 10 บาทในกรณีไม่ถูกไม่แพงเกินไปขนาดการ์ตูนญี่ปุ่นที่พิมพ์ในบ้านเรา สมมุติพิมพ์ซัก 10,000 เล่มก็โดนไปอีก 100,000 บาท ฉะนั้นต้นทุนการ์ตูนไทยฉบับแรกที่ออกในรอบสี่เดือนก็จะได้เท่ากับ 284,000 บาทที่ราคาปกซัก 45 บาทละกัน เอาล่ะอยากลงทุนตรงนี้คุณมีเงินในกระเป๋าพร้อมหรือยัง...

มาคำนวณรายรับกันบ้าง ในกรณีส่งผ่านสายส่งเสียค่าส่ง 40% จากราคาปก เราจะขายได้ที่ราคา 27 บาท ในกรณีขายหมดทั้ง 10,000 เล่ม ได้เงินมาทั้งหมด 270,000 ขาดทุน14,000 บาทต่อ 4 เดือน โอ้ว!!

เย็นไว้ๆ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ถ้าเรามีรวมเล่มมากขึ้นค่าส่วนกลางจะถูกลงเอาล่ะมาคำนวนอีกที ในกรณีที่เรามีรวมเล่ม 3 เล่ม 3 เรื่อง 3 นักเขียน ใน 4 เดือนใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 572,000 ทั้ง 3 เล่มขายหมด 1 หมื่นเล่มใน 4 เดือน จะได้เงิน 810,000 ใน 4 เดือน...อืมเริ่มดูเป็นเนื้อหนังขึ้นมาบ้าง

แต่นั่นคือในกรณีที่ ขายหมด!!และยอดพิมพ์หนึ่งหมื่น!! ความจริงมันโหดร้ายกว่านั้นครับ ในรอบ 5-10 ปีที่ผ่านมาเรามีนักเขียนการ์ตูนไทยที่สามารถทำยอดถึงจุดนี้ได้อยู่ที่ 3-4 เรื่อง เท่านั้น(ผมขอนับกรณีเป็นซีรีย์ยาวๆ ไม่ใช่การ์ตูนเฉพาะกิจนะ)และมีเพียงคนเดียวเองมั้งที่รับค่าต้นฉบับเรทที่ผมบอกอยู่...ยอดขายการ์ตุนไทยบางเรื่องอยู่แค่ 3,000 เล่มเสียด้วยซ้ำ ด้วยยอดนี้ต่อให้มี 10 เรื่องก็ยังยาก และยิ่งหากเอาปัจจัยการเก็บเงินจากสายส่งที่กินเวลา 3 เดือนมารวมด้วย จะพบว่ารอบเงินหมุนในการทำธุรกิจตัวนี้สูงมากๆ เปอร์เซ็นต์ขาดทุนสูงต่อให้กำไรก็น้อยสุดๆ จนคงต้องถามกันล่ะครับว่านายทุนจะทำไปทำไม มันทำให้ผลรวมที่ผ่านคนที่เข้ามาลงทุนตรงนี้ก็เดินกลับออกไปพร้อมรอยเลือดริมปากกับเงินก้อนที่อาจจะฟาวล์ไปปล่าวๆ ซัก 1-2 ล้านแล้วแต่ว่าสายป่านยาวสั้นแค่ไหน คนที่อยากจะอยู่ให้ได้ก็ต้องหาก็ต้องสร้างกลยุทธแหกกฏมาตรฐานหรือยืดหยุ่นเงื่อนไขอย่างไรเพื่อให้มันยังคงอยู่ไปให้ได้บนเส้นทางของ "ความเป็นจริง" เพราะนี่ไม่ใช่โลกในฝันที่เพียงแค่ฝันก็ทำให้คุณอิ่มท้อง ผมพบผู้คนมากมายที่มีความฝันแรงกล้าแต่สุดท้ายก็ล้างลาออกไปอย่างน่าเสียดายเพราะไม่สามารถทำฝันให้เป็นจริง แต่สิ่งที่ทั้งนายทุนและนักเขียนการ์ตูนไทยต้องต่อสู้อาจจะหายถึงการทำความจริงให้เป็นดั่งที่ฝันต่างหาก

**ตัวเลขดังกล่าวผมหยิบยกมาเพียงให้แค่เห็นภาพเท่านั้นอย่า มีรายละเอียดจริงๆ อีกมาก**

บทสรุป

คงไม่แปลกที่หลายๆ สำนักพิมพ์มักจะเก็บลิขสิทธิ์ไว้เพื่ออย่างน้อยๆ ที่สุดก็เป็นความหวังอย่างเดียวในอนาคตที่มันจะกลายทรัพย์สินกลับมา และเมื่อมันเป็นทรัพย์สินกลับมา และเมื่อผู้ที่ทำทรัพย์สินนี้ให้มีค่าขึ้นมาเป็นคนอื่นนายทุนก็ย่อมต้องปันทรัพย์นั้นกลับไปให้กับนักเขียนเพ่อให้สร้างสรรค์งานต่อไปให้พวกเขา ในเงื่อนไขของการวินๆ ทั้งสองฝ่าย น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า สนพ จะพิมพ์ได้อย่างไรถ้าไม่มีผลงาน นักเขียนจะออกงานได้อย่างไรถ้าไม่มี สนพ ส่งเสริม แ ต่บทสรุปวันนี้ที่เป็นอยู่นายทุนแทบทุกคนเป็นคนเลวในสายตานักเขียนเกือบทั้งหมด ทั้งๆ ที่นักเขียนมักไม่ได้เสี่ยงอะไรลงไปเลยในเมื่อค่าต้นฉบับก็รับในอัตราเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยที่ส่วนใหญ่จะยังไม่มีใครรู้เลยว่าจะขายได้หรือไม่ ก็เป็นได้แค่คนคอยเก็บกินผลประโยชน์ของนักเขียนที่ทำงานสายตัวแทบขาดเท่านั้น

จากประสบการณ์ผมพบว่าไม่มีนายทุนคนไหนไม่ทำงาน แต่งานของเขาแปรรูปไปเป็นแบบอื่นที่หนักหน่วงและทรมานกว่ายิ่งนัก การต่อสู้กับความเครียด การต่อสู้กับภาระของสิ่งที่เขาแบกอยู่บนหลัง(ซึ่งหมายรวมไปถึงนักเขียนเหล่านั้นด้วย) ไม่ได้โหดร้ายน้อยกว่าภาระการทำงานของผู้ใดเลย เรามักจะเคยได้ยินว่านักธุรกิจเส้นเลือดในสมองแตกตายเพราะความเครียดอยู่บ่อยๆ แต่ชั่วชีวิตผมไม่เคยได้ยินว่านักเขียนเขียนงานจนเหนื่อยตายเลยซักทีเหมือนกัน (หากจะรุนแรงที่สุดก็คงในเคสของบรมครูแห่งวงการการ์ตูนไทยเท่านั้นแหละครับ)

**เรียบเรียงจากประสบการณ์ในวงการการ์ตูน โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน**

Comment

Comment:

Tweet

ถ้างานเขียนและขายได้ มันก็จูนกับนายทุนได้แล้ว งานดีๆๆสักชิ้น มีรึนายทุนที่อยู่ในแวดดวงการ์ตูนจะตาไม่ถึง

#8 By คนวาดภาพ (180.183.196.186) on 2010-09-22 14:55

<a href="http://xmgidsfnfvrloxf.com">sesvzmaejogurks</a> http://iuxdzpmtybesufb.com [url=http://iehdudmzbwgpjyu.com]besvbwplwurjnnl[/url]

#7 By ortbzlewxc (94.102.52.87) on 2010-06-13 23:41

Hello! Good Site! Thanks you! uwxbufonvvuxb

#6 By pahwllscrj (151.8.129.99) on 2008-01-28 01:04

---- แ ต่บทสรุปวันนี้ที่เป็นอยู่นายทุนแทบทุกคนเป็นคนเลวในสายตานักเขียนเกือบทั้งหมด ทั้งๆ ที่นักเขียนมักไม่ได้เสี่ยงอะไรลงไปเลยในเมื่อค่าต้นฉบับก็รับในอัตราเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยที่ส่วนใหญ่จะยังไม่มีใครรู้เลยว่าจะขายได้หรือไม่ ก็เป็นได้แค่คนคอยเก็บกินผลประโยชน์ของนักเขียนที่ทำงานสายตัวแทบขาดเท่านั้น ----
หนูไม่ได้คิดอย่างนั้นนะพี่

#5 By temmo (124.120.161.92) on 2007-05-30 17:35

บล็อกคุณAHAเองหรือ เป้นข้อมูลที่ดีครับเหมาะแก่พวกนักเขียนหน้าใหม่อ่าน หน้าลุงอย่างผมซึ้งดีแล้ว ฮือๆ

#4 By jimmoo (124.121.32.97) on 2007-02-10 01:15

คือ ผมเคยทำงานพิมพ์ ครับ เมืองไทย
นี่พิพ์ที หมื่นเล่ม 180 หน้า
ก็ ซะ 2-3 แสนได้แล้วล่ะ ครับ ^^ "
ไม่คุ้นอย่างแรงเลย

#3 By Arc (58.9.137.170) on 2007-02-08 06:07

นับถือใจพี่ครับ สู้ๆต่อไปเน้อพี่ฮ่า

#2 By N2. (58.8.142.155) on 2007-02-08 05:34

คุณaha เปิดบล็อก !! คุณจะมีเวลาอัพไหมเนี่ย (แต่ความจริงบทความนี้อันเดียวก็เหลือเฟือแล้ว)

#1 By midnight (58.8.142.155) on 2007-02-08 04:54