ดึกจะเป็นจะตายดันมีอารมณ์อยากเขียนทั้งที่เหนื่อยกับการประชุมมาทั้งวัน ทำไมการ์ตูนไทยมันมีอะไรให้คิดเยอะขนาดนี้นะ คิดมันทั้งวัน ทั้งโปรเจคต์ ทั้งระบบงาน ทั้งปัญหาตรงหน้า โอย...อยากจะบ้า อยากได้การตลาดง่ายๆ แบบแค่เห็นก็ทำได้จังเลยน้า แต่มันคงช่วยไม่ได้ในเมื่อในไทยไม่เคยมีตลาดตรงนี้ที่ประสบความสำเร็จ ก็คงยังต้องลองผิดลองถูกเรียนรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อไปจริง เอาล่ะบ่นพ่นมาพอก็เข้าเรื่องดีกว่ากับส่วนที่ 2 ของบทความ

Comicker 's Part

โอ้...จะเขียนส่วนนี้แล้วนึกถึงอดีตอันแสนหอมหวานสมัยที่ตัวเองอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนจัง แต่บนโลกความเป็นจริง บก.ท่านหนึ่งกล่าวว่า เมื่อศิลปินเป็นนกก็ต้องอาศัยลมที่จะช้อนให้นกบินขึ้นไปสูงเทียมฟ้า และพอมองย้อนมาที่ตังเองวันนี้ก็พบว่าเรากลายเป็น "ลมใต้ปีก" ไปแล้วนั่นเอง หรือเรียกง่ายๆ ว่า บก. นั่นเอง แต่คงเพราะกลายเป็นลมใต้ปีกล่ะมั้งมันถึงทำให้เรามองเห็นอะไรมากขึ้นๆๆๆๆ กว่าที่เคยเห็นมากมาย เอาล่ะอารัมภบทมาซะมากมายไปว่าที่ตัวของนกที่จะบินสูงเทียมฟ้าดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อฟ้ามันไม่ได้ใสสวยอะไรแต่เต็มไปด้วยลมฝนพายุโหมจนมองขอบฟ้าไม่เห็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไปซะแล้ว

โลกของการ์ตูนธุรกิจในปัจจุบันไม่ใช่วันที่ตลาดมันสวยใสเพียงพอจะรับกับการ์ตูนมันซะทุกกลุ่มโดยเฉพาะถ้ากลุ่มนั้นมันต้องไปเทียบรางวัดกับเรื่องดังๆ อย่าง นารูโตะ โคนัน FMA และอีกจิปาถะล้านแปดประสบการณ์เก่ามันสอนว่าไม่ใช่แค่พยายามทำการ์ตูนให้โอเค(ล่ะมั้ง)แล้วมันจะไปได้ แค่ครึ่งปีเงินหายไปหกหลักเป็นวันนี้ผมก็สงสัยเหมือนกันว่านายทุนที่ไหนจะสนใจกัน นักเขียนที่ฝันอยากเขียนแค่ออริจินัลแบบส่วนตัวคิดล้วนๆ ในบ้านเราผมตอบไว้ก่อนเลยมันยาก โดยเฉพาะยิ่งถ้าจะเขียนแค่อะไรที่มันอยากเขียนมันยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ผมเคยสงสัยว่าแล้วอย่างนั้นประเทศอื่นทำไมเขาทำกันได้ แต่เมื่อทำงานไปผมก็พบกับคำตอบว่า อ้อ!!นักเขียนในญี่ปุ่นหรือฮ่องกงยิ่งหนักกว่านี้เสียอีก เรื่องที่เสนอเข้ามาแบบออริจินัลน่ะถูกบีบถูกคั้นซะแทบเป็นแทบตายชนิดคำว่า "เขียนตามใบสั่ง" ในบ้านเราน่ะมันเด็กๆ ไปเลย แต่เราต้องยอมรับว่าตลาดในบ้านเขาเปิดกว้างกว่าเพราะสภาพสังคมพื้นฐานในบ้านเขามันเคยชินกับเนื้อหาที่อิสระกว่าบ้านเรามากนัก ทำให้ความหลากหลายในตลาดมันสูงแต่อย่างในฮ่องกงยิ่งไม่ต้องพูดถึงการ์ตูนที่ได้เกิดแทบจะเป็นแบบเดียว ในใต้หวันและเกาหลียังดูดีกว่าหน่อย แต่ได้คุยกับนักเขียนที่ไปเป็นมืออาชีพที่ใต้หวันเขาก็ตอบมาเหมือนกันว่าการทำงานที่นู่นเขี้ยวกว่าเมืองไทยนัก แล้วเราก็ถึงบางอ้อ ว่าการ์ตูนที่ไปได้ในปัจจุบันมันต้องมากกว่าแค่คำว่า "ออริจินัล" แล้ว เขียนอะไรมาที่สังคมเขาไม่รับกันน่ะมันยาก มันต้องคิดกันหนักๆ ทำการบ้านหนักๆ ว่าวันนี้ที่ตลาดต้องการอ่านและเราเขียนได้อย่างมีความสุขคืออะไร มันเกินกว่าแค่จะเขียนการ์ตูนตามใจอยากไปแล้ว ทั้งที่ใครๆ ก็มักมาด่าว่าการ์ตูนไทยชอบวนเวียนกับเรื่องเดิมๆ ประเภทวรรณคดีหรือประวัติศาสตร์ แต่มันก็ตลกที่ไอ้เรื่องที่ขายได้จริงมันก็วนๆ อยู่กับเรื่องพวกนี้เกือบทั้งนั้นล่ะนะ เพราะ "สังคมไทย" วันนี้เป็นแบบนี้ยังไงล่ะ

แล้วนักเขียนไทยจะตายไปพร้อมๆ กับเรื่องราวเก่าๆ วนไปวนมาแบบเนี้ยเหรอ ผมก็เชื่อว่าไม่จริงแต่มันต้องพยายามอย่างหนัก ซึ่งมันอาจจะหนักกว่าการคิดคนเดียว เขียนคนเดียว แต่มันน่าเสียดายที่คนไทยเก่ง...เก่งมากๆ แต่ขาดการยอมรับซึ่งกันและกันและการทำงานเป็นทีมทั้งที่มันมีหลากหลายสูตรสำเร็จและโอกาสที่คุณไขว่คว้าได้แต่พอขาดการยอมรับมันก็ทำให้ขาดศักยภาพที่จะเรียนรู้ไปด้วย เงื่อนไขการเรียนรู้ข้อแรกจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเรายอมรับว่าตนเองนั้น "โง่" มันไม่ใช่คำด่าเพราะเมื่อเราโง่ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ก็เท่ากับว่าสมองเราสามารถรับความรู้ใหม่ๆ เข้ามาได้เสมอๆแต่เมื่อเราฉลาดแล้วมันก็สุดทาง...ก็ในเมื่อสำคัญว่าตนฉลาดแล้วมันจะยังมีอะไรที่อยากรู้อีกล่ะ น้ำมันก็เต็มแก้วเท่านั้น ซึ่งมันก็ทำให้ไม่สามารถคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาได้

ฉะนั้นสำหรับนักเขียนในยุคนี้ ที่ตลาดมันกำลังขยายอยู่บ้างผมก็เชื่อว่ามันมีพื้นที่ แต่คุณต้องตั่งมั่นตัวเองให้ดีในพื้นที่ที่จำกัด ลงหลักปักฐานแล้วสร้างสมกำลังของตนให้มั่น กำลังตรงนี้ไม่ใช่แค่ตัวเราแต่มันหมายถึงโดยรวมทั้งหมด ทีมก็เป็นส่วนหนึ่งในกำลัง สนพ.ที่คุณอยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งในกำลัง เมื่อคุณร่วมฝ่าฟันไปกับทีมและ สนพ. คุณจะได้สิ่งตอบแทนกลับมาที่มีค่ามากกว่าเงิน เพราะความเชื่อใจ ไว้วางใจมันไม่อาจซื้อได้ ประเภทมานี่นิดไปนู่นหน่อยฟันธงให้เลยว่ารากฐานจะไม่แน่น จะเป็นได้แค่ปลิวตามกระแสไปเรื่อย แต่ไม่อาจจะสร้างกระแสให้กับตนได้อย่างจริงจัง(เว้นแต่ว่าเทพจริงๆ) ซึ่งธุรกิจมันเป็นเรื่องที่เราต้องลงทุนกับคน แค่มีเงินไม่มีคนมันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก และนักธุรกิจก็พร้อมที่จะลงทุนกับคนที่เขาเชื่อใจมากกว่าแค่เรื่องฝีมือเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ากว่าที่จะเชื่อใจกันอย่างแท้จริง ย่อมมีปัจจัยเวลาเข้ามายุ่งอยู่ด้วยเสมอๆ

สรุปเลย นักเขียนยุคสมัยนี้อย่ามองผลประโยชน์เป็นหลัก ถ้ายึดติดอยู่กับผลประโยชน์ นักเขียนก็จะเป็นได้แค่ "สินค้า" ที่ต้องทำประโยชน์ให้คุ้มค่าเท่านั้น (อยากได้เงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า) สิ่งที่ต้องทำคือมุ่งมั่นตั้งใจไปข้างหน้ากับพาร์ทเนอร์ที่ตัวเองเลือกไว้ อาจจะเป็นทีม อาจจะเป็น สนพ. อาจจะเป็นสปอนเซอร์ของตัวเองก็แล้วแต่ มุ่งหน้าไปให้สุดทางก่อน สิ่งที่ได้มามันจะเป็นเรื่องของความเชื่อใจ มั่นใจ ซึ่งกันและกันและเมื่อผลประโยชน์มันเข้ามาได้ ก็เชื่อว่าทีมที่เชื่อใจกันอย่างแท้จริงก็ย่อมแบ่งปันกันอย่างเพียงพอ ไม่ว่ามันจะเป็นเงิน เป็นของ หรือทรัพย์สินอย่างลิขสิทธิ์ก็ตามที ส่วนการจะเลือกพาร์ทเนอร์ที่ดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของแต่ล่ะคนล่ะ อันนี้ก็ตาดีได้ตาร้ายเสียเท่านั้นแล

ปล.สุดท้าย นักเขียนวันนี้ยังไม่ใช่อาชีพที่สวยหรูแบบที่ฝันกันไว้ ใครเปลี่ยนใจเดินออกจากเส้นทางแนะนำให้ทำเสียแต่เนิ่นๆ ถลำลึกลงมาวงนี้มันถอนตัวยาก ยิ่งถอนไปตอนครึ่งๆ กลางๆ จะยิ่งเป็นอะไรที่ขาดทุนชีวิตที่สุด(ทุกอาชีพแหละ) ตอบตัวเองให้ได้ว่า "นักเขียนการ์ตูน" คืออาชีพที่คุณอยากจะเดิมพันชีวิตของตัวเองไว้แล้วหรือยัง ถ้ายังทบทวนใหม่ก่อนที่จะเดินออกจากสายนี้ไปอย่างปัจจุบันทันด่วน ถ้ามั่นใจว่าไม่ใช่แล้วก็อย่าลังเล รีบไปสู่สายงานอื่นๆ เสียแต่เนิ่น แต่ถ้าพร้อมที่จะเดิมพันชีวิตแล้ว ก็ไม่ต้องรออะไรอีก กระดาษอยู่ตรงหน้า ปากกาอยู่ข้างมือ เริ่มงานได้แล้วล่ะ....

**และแน่นอนว่าโปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน ไม่มีกฏใดๆ ตายตัวอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้หรอก(แม้แต่ 50 กว่าบรรทัดข้างบนนี้ก็ตามที)หากมีประสบการณ์ ความรู้ใดใหม่ๆ ยินดีร่วมแชร์เสมอๆ ครับ***

Comment

Comment:

Tweet

แล้วนักเขียนที่คิดจะแปลผันตัวเองไปเป็นบ.ก.นี่ เรียกว่าพวก"ครึ่งๆกลางๆ"ด้วยรึเปล่าคะ แต่ส่วนตัวหนูคิดว่าถึงจะครึ่งๆกลางๆ แต่มันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีของนักเขียนหน้าใหม่ที่ฝีมือไม่ถึงแต่อยากโตเร็วล่ะนะ
ถ้านักเขียนเหมือนนก สำนักพิมพ์เหมือนลมที่จะช่วยให้นกบินได้สูงเทียมฟ้า ตอนนี้หนูก็ชักอยากเป็นลมขึ้นมานิดนึงแล้วล่ะ แต่ไม่ได้คิดจะไปช่วยนกตัวไหน แต่เป็นลมเพื่อช่วยเหลือตัวเองให้ไปอยู่ในที่สูงๆได้ ถ้าขึ้นไปได้แล้ว ค่อยแปลงร่างกลับเป็นนกมาบินเล่น เหมือนที่เคยอยากเป็น
--ถ้าทำได้คงจะดีเนอะ--

#3 By temmo (124.120.161.92) on 2007-05-30 17:59

เข้ามาบอกว่า อืมม

#2 By AnakiN on 2007-02-14 11:43

มาพยักหน้าครับ