เอ้อ...โทษทีพอดีพึ่งไปเห็นว่ามีกระทู้แบบนี้ที่นี่ http://www.thaicomic.com/forum/viewtopic.php?t=8208&start=30  เดี๋ยวจะพาลเข้าใจไปกันว่าผมมาอ้างปกป้องสำนักพิมพ์ที่ราคาการ์ตูนแพง หรือบางคนเขียนว่าอย่างไรคนไทยก็จนไม่พอซื้ออยู่ดี ขอแบ่งต่อสองประเด็นละกัน

       เรื่องราคา ไม่ต้องห่วงเลย ขอเพียง "ไม่มีสงครามราคา" (Price War) เราจะไม่รู้สึกเลยว่าแพง คำว่าแพงส่วนมากเกิดขึ้นเพราะมีของถูกมาเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่เคยเห็นของถูกเราก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้นี่แพง ยกตัวอย่างเช่นที่มีคนพูดเรื่องเกมลิขสิทธิ์ สมัยก่อนที่จะมีระบบแผ่นก๊อปปี้ ราคาตลับแฟมิคอมอยู่ที่ 800-2500 คนเราก็เคยผ่านมาแล้ว ตอนนั้นตลาดเกมก็เติบโตดี แต่พอแผ่นเกมราคาถูกลงกลายเป็นแผ่นก๊อป ถามว่าตลาดเกมโตขึ้นหรือชะงัก? ลองไปดูนะครับ ประเทศไหนแผ่นก๊อปอะไรขายดี ประเทศนั้นๆ ไม่พัฒนาเรื่องนั้นต่อแน่นอน และเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับประเทศไทยทั้งสองวงการ อันแรกคือตลาดซอฟแวร์เฮาส์ที่ "ตายไปเลย" ประเทศไทยหมดสิทธิ์สร้างตลาดนักเขียนโปรแกรมต่างๆ ขึ้น ทุกคนต้องวิ่งเข้าไปหาบริษัทใหญ่ที่มีงานซัพพอร์ตจำกัด ก็ทำให้มันไม่โต รู้ใหมเมื่อก่อนบ้านเราก็มีบริษัมผลิตเกมเหมือนกันครับ สมัยที่เครื่อง MSX ยังขายได้ มีบริษัทที่ผลิตซอฟแวร์เกมป้อนให้พวกนี้อยู่เหมือนกัน แต่พอราคาแผ่นมันก๊อป ใครก็ลงมาสู้ด้วยไม่ได้ก็ "ตาย" ไปตามกาลเวลา
      ถ้าตลาดเกมยังเป็นของแท้อยู่ คนไทยจะมีโอกาสขึ้นมาพัฒนาแข่งขันอยู่บ้าง ด้วย "ต้นทุนที่ถูกกว่าจริงๆ" อันนี้ไม่ใช่สงครามราคานะครับ แต่เพราะเราสามารถผลิตด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าจริงๆ ได้ต่างหาก คิดง่ายก่อนหน้านี้หลายปีเราทำเกมภาษาไทยได้ที่ราคา 800 บาท ซึ่งถ้าขายได้ในราคานี้จริงๆ บริษัทไทยยังมีโอกาสผลิตได้ครับ แถมเกมเป็นภาษาไทยยิ่งมีโอกาสสร้างตลาดในประเทศได้สูงกว่า ถ้าเกมต่างประเทศเข้ามาที่ราคา 1500-2000 ผลคือสามารถทำให้ตลาดเติบโตด้วยการแข่งขันที่คึกคักและการแข่งขันแบบนี้จะ "ดึง" ให้ฐานตลาด(ลูกค้า) เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ สรุปคืออาจมีโอกาส "รอด" ทั้งตลาด

     เอ๋? แล้วเกี่ยวไรกับเงินในกระเป๋าของลูกค้า มันจะเพิ่มขึ้นได้ไง? อันนี้ต้องดูเป็นมวลรวมทั่วประเทศ เพราะถ้าธุรกิจนี้เติบโตจะเป็นการสร้างมวลรวมรายได้ทั่วประเทศขึ้นครับ เพราะอาชีพนักเขียนโปรแกรม นักเขียนเกม คาแรคเตอร์ดีไซน์ อิลลัสเตรเตอร์ จะเกิดตามมาเป็นทอดๆๆๆๆ ยิ่งตลาดนี้เติบโต อาชีพเหล่านี้ก็จะยิ่ง "มีเงิน" และเงินของพวกเขาที่เพิ่มขึ้นก็เป็นตัวหนุนให้เขาจ่ายย้อนกลับไปที่ธุรกิจที่เขารักและดันให้มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
    และยิ่งธุรกิจของพวกเขาเติบโต "ประเทศ" ก็จะมีเศรษฐกิจที่ดี และมันส่งผลต่อราคาสินค้าหรือแม้แต่รายได้ในกระเป๋าของคนไทยทุกคนแน่นอน
    
     "จำไว้ข้อหนึ่งครับ ยิ่งคุณสนับสนุนของเถื่อนมากแค่ไหน คุณกำลังทำร้ายอนาคตของใครซักคนหนึ่ง หรือบางทีมันอาจเป็นอนาคตของตัวคุณเองด้วยซ้ำ" ผมไม่แมนขนาดพูดว่าผมจะเลิกใช้ของเหล่านี้ได้ แต่ผมมักพูดเสมอๆ ในพันทิพย์ว่าจะใช้อย่างไรก็ขอให้นึกถึงคำนี้ไว้ในใจตลอดด้วย ซึ่งมันก็ช่วยให้ผมพยายามเจียดซื้อของลิขสิทธิ์ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

     เช่นเดียวกับวงการการ์ตูนครับ ราคาการ์ตูนที่ 45 บาท กดดันให้คนที่พยายามดิ้นรน ทำอย่างไรก็ยากมากๆ ที่จะเกิดในวงการนี้ เพราะมันบีบให้ทุกๆ อย่างในวงการราคาต่ำเตี้ยกันไปหมด มันก็ลูปเดียวกันครับ สมมุติราคาการ์ตูนในบ้านเราแพงพอควรเสียตั้งแต่ต้น เด็กไม่เลิกอ่านหรอกครับ แต่เขาจะคัดสรรมากขึ้นแต่มันจะสร้างโอกาสแข่งขันในวงการมากขึ้น การแข่งขันมากตลากก็คึกคัก สมมุติปัจจุบันในวงการมี นักเขียนรวม บ.ก.การ์ตูนอยู่ซัก 100 คน ต่อ 6-7 สนพ. แต่ถ้ามันมี 40-50 สนพ.ล่ะมันจะเพิ่มโอกาสให้คนที่เข้ามาในวงการมากขึ้นใหม? หรือต่อให้ สนพ.เท่าเดิม แต่ถ้ารายได้มันสามารถทำให้ สนพ.เติบโตจนรับคนเพิ่มได้ล่ะ? มันจะเกิดอะไรขึ้นอีกใหม?  แต่เชื่อได้ว่าถ้าโอกาสใกล้กันคนไทยเลือกสร้างเอง พัฒนาเองมากขึ้นแน่นอน? แต่สภาพปัจจุบัน กอง บ.ก.เองใน สนพ. ต่างๆ ก็หืดขึ้นคอกันหมดด้วยรายได้ที่จำกัดจำเขี่ยของราคาหนังสือ นักเขียนไทยอยากจะเกิดเจอราคาหน้าแผงเข้าไปก็สะอึกแล้วครับ....

     แต่ราคาการ์ตูนจะทำให้คนอ่านน้อยลง ตอบก่อนนะครับว่า "ไม่เชื่อ"(จริงหรือไม่นี้พูดตรงๆ ว่าไม่รู้) จากที่ผ่านมากลไกของตลาดจะบีบให้มันรอดแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้นเอง คุณอาจจะได้เห็น "ร้านเช่าการ์ตูนแบบลิขสิทธิ์" จริงๆ หรือรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย( ในญี่ปุ่นและไต้หวันมีแมกกาซีนรวมเล่ม, รวมเล่มฉบับราคาถูก ใครไม่เคยเห็นลองไปหาดูครับเป็นการแก้ปัญหาแบบหนึ่งรูปแบบรวมเล่มแบบราคาถูก ) หลายคนมักชอบอ้างว่า "เด็กๆ จะเอาเงินที่ไหนซื้อ" ตลกดีครับ ผมได้ยินคนที่พูดแบบนี้น่ะวัยรุ่นทั้งนั้น เพราะหนังสือในหมวดเด็กแท้ๆ แพงกว่าการ์ตูนวัยรุ่นมากมาย แต่แค่ตลาดวัยรุ่นของเรายังไม่สามารถยกภาพให้คู่ควรต่อการเป็นสินค้าราคาแพงได้ก็เท่านั้น ( คนพูดส่วนมากสามารถจ่ายค่ามือถือเดือนล่ะ 1000 ค่าเกม เดือนล่ะ 600 ได้แทบทั้งนั้น ) แน่นอนจะมีคนที่เสียโอกาสไปบ้าง ผมยอมรับในข้อนี้แต่ลองเทียบนะครับว่า "โอกาส" ที่เสียไปนั้นเราแลกกับ "โอกาส" อะไรกลับมา

       ขอจบประเด็นนี้แค่นี้แหละครับ

Comment

Comment:

Tweet

มันเพี้ยนมาตั้งแต่แรกสินะ จริงๆเคยผ่านยุคสงครามราคามา ตอนนั้นก็แทบจะซื้อเองได้อาทิตย์ละเล่ม พวกเล่มหนาๆ5-60แทบจะหมดสิทธิ์ซื้อ ช่วงนั้นเรียนม.ต้น
ต่อมาช่วงลิขสิทธิ์ช่วงนี้ก็ยิ่งอึดอัด ราคาสูงขึ้น20เป็น25(ถ้าคนอ่านthe talentก็จะ15เป็น25ยิ่งช๊อคหนัก)
ถ้าตลอดช่วงที่ผ่านมาสนพ.ค่อยๆขยับราคาขึ้นทุก2ปี ปัจจุบันราคาน่าจะพอดีกว่านี้(คงตกราว60บาท) แต่ก็ไม่รู้นะว่าถ้าขึ้นราคาตอนนั้น แล้วจะถูกไพเรทตีตลบหลังอีกรึป่าว ปัญหาช่างหนักเสียเหลือเกิน ขอเอาใจช่วยห่างๆละกัน


เคยเรียนมา ราคาขายสิ่งพิมพ์หนังสือควรจะเท่าตัวของต้นทุนอ่ะ ผิดถูกอย่างไรขออภัย

#18 By Mr.T (125.27.214.0) on 2008-08-24 10:04

ข้าวตะหาก พิมผิด แอร๊ยย

#17 By kisai (58.9.184.101) on 2008-08-10 01:00

พึ่งอ่าน กั๊บพี่กั๊บ โอ้ว สาระ น่ากัวมั่กๆ คุ้นๆ เหมือน อาจารย์สอนแว่วๆ ลางๆ เอมีข้างผิดลิขสิทธิ์มะจะได้ซื้อถูกลง แกว๊กกกกกกwink

#16 By kisai (58.9.184.101) on 2008-08-10 00:59

คิดว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่การตั้งราคา
แต่ว่าประเด็นคือการปลูกฝัง

การไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ใช่ป่ะคะ

#15 By jomkwan on 2008-06-10 12:10

อ่ะนะ ไม่ใช่ผมไม่เข้าใจคำถามนะครับ แต่ผมขอไม่ตอบเป็นตัวเลขครับ เพราะผมไม่มีทางรู้ทั้งหมดของคุณจริงๆ ตอบไปโอกาสผิดมี 100% เต็มๆ แล้วจะตอบไปทำไม ที่ผมพยายามบอกคือเงื่อนไขที่คุณจะเอาไปตั้งตั้งราคาของหนังสือคุณได้เองครับ ผมอยากให้วิธีจับปลากับแมวมากกว่าให้ปลาเป็นตัวครับ ผมให้ปลาไปวันนี้ครั้งหน้าคุณก็จะยังจับปลาไม่เป็น แต่อันนี้ผมให้วิธีจับปลาด้วยตัวเองครับ หรือจะมาแลกเปลี่ยนวิธีจับปลากันผมก็ไม่ขัด แต่อย่าถามเลยครับ ไม่งั้นอยากให้ผมตั้งราคาให้จริงๆ ผมต้องถามกลับอีกเพียบเรื่องมันจะยาวมากๆ

#14 By ยาวไกลแท้ๆ (124.121.226.69) on 2008-05-26 11:55

เอาใหม่อีกครั้งนะครับพอดียังไม่ได้คำตอบ
อาจเพราะผมพิมพ์ยาวไป
ผมขอก็อปคำถามเดิมมาแบบสั้นๆครับ

ผมคงสื่อสารไม่ดีเองครับ
ผมไม่ยกตัวอย่างดีกว่า
เอาเป็นคำถามแบบทื่อๆเลยครับ
ถ้าหนังสือต้นทุนต่อเล่ม60 บาท
(รวมค่าจัดจำหน่าย)
เราควรจะตั้งราคาที่เท่าไหร่ครับ?

#13 By Me (118.172.241.226) on 2008-05-26 05:06

อืม แฮะ...ท่าจะลำบาก...
เอ้า...เอ้า การที่วงการจะเติบโตหรือใครจะเติบโตมันอยู่ที่ปัจจัยอีกหลายๆ ข้อครับ พอดีมันลากมาไกล ถ้าถามแบบง่ายๆ ตอบแบบง่าย คุณจะตั้ง 100 บาทก็ไม่มีใครขัดศรัทธาครับ ผู้บริโภคอาจจะจ่ายสูงกว่านั้นได้แต่ตั้งราคาเท่านั้นไม่มีปัญหา แฟร์ใหม ถ้าจำนวนที่ทำที่คุณต้องการให้เติบโตมีคุณอยู่คนเดียวผมตอบว่าแฟร์ครับ แตถ้ามีมากกว่าหนึ่งคนคุณคงต้องเริ่มคิดหนักขึ้นอีกหน่อย คงอยู่ที่ลูกมือของคุณต้องการค่าใช้จ่ายเท่าไหร่และค่าเติบโตในอนาคตเขาต้องการเท่าไหร่ ถ้าเป็นองค์กรก็หนักกว่านั้น ถ้าเป็นทั้งวงการคงตอบยากเข้าไปอีก

ต้นทุน DVD การ์ตูนเทียบกับหนังฮออลลีวู้ดไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่หนังขายได้แพงกว่ามาก จนเกินไปหรือไม่ก็ไม่รู้แต่เม็ดเงินที่เกิดขึ้นในวงการทำให้เขาสามารถจ้างครีเอทีฟดีๆ มาทำโฆษณา ทำ P.O.P แพงๆ มาวางโฆษณ่า ทำใบปิด ทำโปสเตอร์ ฯลฯ เพื่อกระตุ้นให้คนดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางเรื่องอาจจะขาดทุนแต่เรื่องอื่นก็กำไรพอให้เขาสร้างกระแสให้วงการเขาได้ แต่หนังอนิเมบ้านเราขายกันราคากลางๆ ใบปิดเอย โปสเตอร์เอย คงยากล่ะครับเพราะเม็ดเงินในตลาดมันไม่มากเท่าไหร่ จริงๆ มันก็คงขึ้นอยู่กับดีมานด์ซัพพลายด้วย

ผมไม่ได้มาบอกว่า ตั้งแพงๆ เข้าไปเถอะ เอากำไรจากคนซื้อเยอะๆ ถึงจะดี แต่ที่ผมมานั่งอธิบายแค่ว่า "การตั้งราคาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าของเขา มันอยู่กับศักยภาพการจ่ายของเขามากกว่า"(ต้นทุนกำไรมันแน่นอนอยู่แล้ว แต่บางครั้งแค่นั้นยังกำหนดราคาไม่ได้) ถ้าคุณต้องเลือกถามผู้บริโภคซักคำหนึ่งเพื่อมาตั้งราคาสินค้าสมมติว่าเป็นหนังสือการ์ตูน หากถามว่า "น้องมีเงินในกระเป๋าวันล่ะเท่าไหร่" แทบไม่สามารถเอามาตั้งราคาอะไรได้เลย แต่ถ้าคุณถามว่า "น้องซื้อการ์ตูนเดือนล่ะกี่เล่ม(หรือกี่บาท)" คุณจะเริ่มคิดต่อได้ทันทีว่าคุณควรจะตั้งราคาหนังสือของคุณที่กี่บาท ถ้าเด็กตอบว่าซื้อ 5 เล่ม หมายความว่าเดือนหนึ่งเขาอาจซื้อได้ถึง 250 บาท แปลว่าถ้าหนังสือของคุณมีค่าเทียบเท่าหรือมากกว่า 5 เล่มที่เขาซื้ออยู่ คุณจะตั้งที่ 250 บาทก็เป็นไปได้ ถามว่าแฟร์ใหม ถ้าเขายอมจ่ายก็แปลว่าแฟร์ครับ เพราะนั่นหมายถึงหนังสือคุณมีค่าเท่านั้น ถ้าเขาไม่จ่ายก็อาจจะเรียกว่ามันยังไมแฟร์กับเขา แต่ถ้าถูกเกินไปเช่นหนังสือคุณมีค่าเท่า 250 แต่คุณขายแค่ 100 เดียว แล้วเด็กซื้อหนังสือคุณไป 100 เดียว เดือนนั้นเขาก็รู้สึกว่าพอแล้วไม่จ่ายเพิ่ม หรือเอาไปจ่ายในหมวดอื่นๆ ในแง่หนึ่งมันก็อาจจะไม่แฟร์กับคุณเอง มันหมายความว่าคุณขายของราคาเทียบเท่า 250 ที่ราคา 100 บาท

คุณอาจจะมีความสุขที่เด็กอ่านหนังสือของคุณ แต่ถามว่าแล้วไอ้ 150 ที่เหลือของเขามาตอบอะไรให้วงการใหม ถ้าเขาเอาไปซื้ออย่างอื่นๆ ก็คงทำให้คนในวงการลำบากใจ ต่อไปเขาต้องขายหนังสือที่ราคามันอาจจะอยู่ที่ 250 แต่ต้องขาย 100 เดียวเหมือนคุณซึ่งมันเป็นการลดคุณค่าของวงการไงครับ

ปล.ย้ำนะครับ ผมไม่ได้มายุให้คุณตั้งราคาเกินมูลค่าสินค้าที่แท้จริง แต่คุณควรตั้งราคาให้ตรงกับมูลค่าสินค้า มองมูลค่าตัวเองให้ออกหากตั้งต่ำกว่าราคาจริงมันจะทำให้วกเข้าตัว จบนะครับยาวมากผมขอไม่ต่อความแล้ว เข้าใจหรือไม่ไม่ว่ากัน เพราะจริงๆ มันก็มีรายละเอียดอีกเยอะจริง

#12 By จบล่ะนะครับ (124.121.226.243) on 2008-05-26 02:31

ผมคงสื่อสารไม่ดีเองครับ
ผมไม่ยกตัวอย่างดีกว่า
เอาเป็นคำถามแบบทื่อๆเลยครับ
ถ้าหนังสือต้นทุนต่อเล่ม60 บาท
(รวมค่าจัดจำหน่าย)
เราควรจะตั้งราคาที่เท่าไหร่

โดยที่ไม่ต้องมองเงินในกระเป๋าคนซื้อนะครับ
เอาราคาที่คุณคิดว่ากำไรพอที่จะทำให้วงการหนังสือเติบโต

ในความคิดของผมเอง
ที่ตั้งราคาที่100บาท
เพราะผมคิดว่าผมกำไรพอแล้ว
และเป็นราคาที่แฟร์ทั้งคนขาย คนซื้อ

แต่ถ้าผมทำธุรกิจเต็มตัวผมอาจหวังกำไรมากกว่านี้

ทีนี้ผมอยากรู้ว่าเพดานความพอใจในราคามันอยู่ตรงไหน
เพราะเท่าที่อ่านตัวอย่างที่ยกมา(โออิชิ)
มันเหมือนกับว่ามุมมองในการตั้งราคา
ไม่ได้คำนวณจากต้นทุนเลย
แต่เป็นมูลค่าสูงสุดที่จะตั้งได้
อาทิเช่น ต้นทุนรวม 30 บาท
ถ้าตั้งราคา 1000 ได้ก็จะตั้ง
ผมว่ามันเกินไป

การตั้งราคาโดยที่กำไรมากเกินไป
ผมกลับไม่คิดว่าจะทำให้ธุรกิจหนังสือเติบโต
อย่างถ้าทุกสำนักพิมพ์รวมตัวกันและตกลง
จะทำหนังสือการ์ตูนขาวดำทั่วๆไปขายเล่มละ100บาท
ผมว่าธุรกิจหยุดชะงักแน่

ขนาดราคา ณ ปัจจุบัน
ผมยังต้องคัดสรรเรื่องที่จะซื้อ
ทั้งที่มีศักยภาพเพียงพอ

ผมเชื่อว่าราคาการ์ตูนมีผลทำให้คนซื้อน้อยลงครับ
แต่คนอ่านน้อยลงรึเปล่า อาจจะไม่
เพราะช่องทางในการอ่านมีให้เลือกมากมาย
แต่กับการซื้อ ผมเชื่อว่าน้อยลงแน่ๆ

#11 By Me (118.172.241.120) on 2008-05-25 16:53

อ้อ ลืม อีกข้อหนึ่งก็คือโออิชิยกภาพตัวเองให้เป็นสินค้าที่ทัดเทียมกับราคา 20 บาทด้วยแบรนด์โออิชิด้วยครับ

#10 By ย้ำๆ (124.120.165.127) on 2008-05-25 10:16

เรื่องต้นทุน+กำไรอันนั้นแน่นอนครับ แต่ไม่จำเป็นต้องตั้งจากราคานั้นเสมอไป อย่างโออิชิชเขียวนี่ผมจำไม่ค่อยได้แต่ต้นทุนทั้งหมดตกขวดหนึ่งไม่ถึง 5(รู้สึกจะน้ำบาทนึงขวด2บาทมั้ง) บาทด้วยซ้ำ จนรัฐบาลดดันว่าขายแพงเกินควรไปทีด้วยซ้ำ หลายๆ เจ้าปรับราคาลงมาให้ที่ 15 บาทอยู่ช่วงหนึ่ง แต่โออิชิอ้างว่าต้นทุนการตลาดแพง ไม่ยอมลดราคาเจ้าอื่นก็เลยปรับกลับไปราคาเดิม ซึ่งมองในมุมคนทำธุรกิจใครก็รู้ว่าเรื่องหลอกเด็ก แต่โออิชิอ้างแก้ปัญหานี้อย่างไรเป็นเรื่องวงในอย่าไปถามหาคำตอบเลย

ซึ่งถามว่า 20 บาทแพงใหม? ใกล้เคียงข้าว 1 จานแต่ต้นทุนถูกกว่าข้าวเกิน 100% ด้วยซ้ำ โออิชิ 2 ขวดพอๆ กับค่าการ์ตูนหนึ่งเล่ม เสียค่าสายส่งเหมือนกันแต่ต้นทุนรวม 2 ขวดต่ำกว่าการ์ตูน 1 เล่มที่เกือบๆ 100% แต่คนก็ยังกินได้ปกติใช่ใหมล่ะครับ เพราะวัยรุ่นกลุ่มเป้าหมายโออิชิมี "ศักยภาพในการจ่าย" ประมาณนี้ที่เขาจะไม่รู้สึกว่าพงเกินไปในหมวดเครื่องดื่มไง

อันนี้ผมมองในมุมผู้บริโภคส่วนหนึ่งซึ่งอาจจะทำให้คนซื้อรู้สึกว่าไม่แฟร์ แต่มองในมุมธุรกิจผมบอกว่าโออิชิเจ๋งมากๆ ที่ควบคุมราคาสินค้าให้ทั้งผู้ขายผู้ซื้อแฮปปี้ในราคาได้โดยที่ราคาสูงมาก ส่วนหนึ่งต้องยกให้ทั้งไอเดียและความสามารถในการสร้างแบรนด์โออิชิด้วย ฉธนั้นในภาคธุรกิจโออิชิน่ายกย่อง

คราวนี้เรามาดูผลที่ตามมาของโออิชิกันบ้าง โออิชิขายราคาเกินจริงมากมาย แต่ผลคือสินค้าตลาดชาเขียวโตวันโตคืน เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากมาย การทำตลาดโออิชิทำให้วงการโฆษณาคึกคัก โออิชิมีพวกกองทุนหรือมูลนิธิที่ย้อนกลับไปตอบแทนสังคมเยอะแยะ ผู้บริฌภคก็ยินดีจ่ายค่าสินค้าให้แบรนด์โออิชิอย่างมีความสุข เศรษฐกิจดีขึ้น นี่คือผลที่ตามมาครับ มองมุมหนึ่งรียกว่าราคาเกินจริงผู้บริโภคเหมือนโดนเอาเปรียบ พอปิดบังมุมหนึ่งผู้บริโภคไม่รู คนได้รับอานิสงค์กันถ้วนหน้า นี่เรียกว่าตลาดโตครับ ถ้าโออิชิขายราคาตามเงินในกระเป๋าจริง (เด็กมีเงิน 50 บาทต่อวันจะยอมจ่ายค่าน้ำวันล่ะ 50% หรือ คิดแง่นี้ควรตั้งแต่ 8-10 บาทซึ่งก็ยังกำไร) โออิชิขาดศักยภาพในการเติบโตไปมากมายและคงไม่ได้ทำอะไรคืนสังคมขนาดนั้นด้วย

#9 By ถามมาก็ตอบ (124.120.165.127) on 2008-05-25 10:14

ผมนึกว่าการตั้งราคาสินค้าคำนวนจากต้นทุน+กำไรซะอีก
อาทิเช่น ต้นทุน(รวมทุกอย่าง)20%
ค่าสายส่ง จัดจำหน่าย40%
กำไร 40%

ถ้าต้นทุนค่าพิมพ์ ค่าแรงฯลฯ 20 บาท
ราคาหนังสือจะอยู่ที่100บาท

แต่เท่าที่ผมอ่านดู
มันเหมือนกับว่าถ้าต้นทุนรวทั้งหมด20บาท
แต่คนซื้อมีปัญญาจ่ายที่200บาท
ก็จะตั้งราคาที่200บาท
ซึ่งเป็นกำไรถึง 140%

หรือถ้าคนซื้อมีปัญญาจ่ายที่500บาท
ก็สามารถตั้งราคาในปริมาณกำไรถึง 440%

เป็นต้น

ทีนี้ผมสงสัยว่าต้นทุนหนังสือการ์ตูนขาวดำทั่วๆไป
ที่ขายกัน 40-50 บาท อยู่ที่เท่าไหร่
และในราคาขายขนาดนี้ได้กำไรกี่%

เพราะผมเคยทำการ์ตูนสีทั้งเล่ม 100 หน้า
พิมพ์ 5000 เล่ม
ในราคาต้นทุนค่าพิมพ์ 20 บาท
(ผมวาดเองจัดหน้าเองเลยไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนค่าแรง)
ผมตั้งราคาขายตาม%ที่ได้ยกตัวอย่างไป 100 บาท
ขาย2000เล่มผมได้ต้นทุนคืนกลับมาหมดแล้ว
+กำไรอีกนิดหน่อย
3 เดือนผมขายไปได้ 4000 กว่าเล่ม
ได้กำไรมาแสนกว่าบาท
เอากำไรมาพิมพ์ครั้งที่2 ก็ยังขายได้เรื่อยๆ

ก็เลยสงสัยราคาการ์ตูนขาวดำที่ขายอยู่ ณ ปัจจุบัน
ว่ามีเกณฑ์การตั้งราคาอย่างไร

จำนวนหน้ามากกว่าผมนิดหน่อย
กระดาษห่วยกว่ากันเยอะ
ราคาครึ่งนึงของการ์ตูนสีของผม

แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในส่วนของพนักงาน
ซึ่งผมไม่รู้ว่ามากน้อยเพียงไร
เอามาบวกเป็นต้นทุนได้ขนาดไหน

ข้างต้นนี้เป็นเพียงประสบการณ์ในการทำหนังสือ
ที่ไม่มีต้นทุนค่าพนักงานของผม

ผิดถูกอย่างไร เชิญแสดงความคิดเห็นกันต่อได้ครับ

#8 By Me (118.172.246.122) on 2008-05-24 14:04

อืม เอาเถอะก็ดูเหมือนผมอธิบายดูเข้าใจยากไปหน่อย ช่างมันละกัน

ปล.ใครๆ ก็อยากให้ราคาสินค้าถูกทั้งนั้นแหละครับ แต่มันถูกได้หรือควรถูกหรือเปล่า ถูกแล้วเป็นไงถูกแล้วได้อะไรต่างหากที่คัญ พ่อค้าอยากซื้อข้าวใรคาถูก คนขายอยากขายในราคาแพงราคาจริงอยู่ไหนหว่า?

#7 By ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร (124.120.174.73) on 2008-05-23 21:42

เหมือนจะคุยเรื่องเดียวไปเป็นคนละเรื่องแฮะ

ไอ้เงินในกระเป๋าก็เอามาตีให้เป็นศักยภาพในการจ่าย เรื่องเดียวกัน แต่คนละภาษา

ทีแรกฟังดูเหมือนจะกำหนดราคาให้เป็นมาตรฐาน เอาเข้าจริงก็เป็นเรื่องของตลาดแยกย่อยไปอีก

คุยผ่านเน็ตแบบนี้ไม่รู้เรื่องแน่ เอาไว้มีโอกาสมาแลกทัศนคติกันตรงหน้าน่าจะดีกว่านะ สื่อสารผ่านเน็ต อาจมีอะไรตกหล่นไปบ้าง

big smile

#6 By masked v (58.9.2.204) on 2008-05-23 09:35

ดูว่าอะไรล่ะครับ ถ้าเด็กมีเงินในกระเป๋า 10 บาท/วัน เราควรตั้งราคาสินค้าที่? ถ้าเด็กมีเงินในกระเป๋า 3000/เดือน เราควรตั้งราคาสินค้าที่? เด็กมีเงินในกระเป๋า 10 บาท ไม่ได้แปลว่า สินค้าหมวดเด็กต้องตั้งราคาที่ 10 บาท วัยรุ่นมีเงินในกระเป๋า 100 ไม่ใช่ราคาสินค้าไม่เกิน 100

เด็กมีรายได้ทั้งเดือน 300 บาท ก็ไม่ได้แปลว่าสินค้าคุณตั้งราคาได้ที่ 300 เช่นเดียวกัน วัยรุ่นมีเงินเดือน 3000 ก็ไม่ใช่สินค้าราคาไม่เกิน 3000

แต่อยู่ที่ว่าเขาสามารถจ่ายให้กับสินค้าชิ้นนั้นได้เท่าไหร่ นี่คือศักยภาพในการจ่าย ใน 1 เดือน ถ้าสินค้าบันเทิงเราจ่ายให้มันได้เดือน ล่ะ 500 หมายความว่าคุณสามารถตั้งราคาสินค้าหมวดบันเทิงของคุณได้ถึง 500 ถ้าคุณต้องการให้เด็กซื้อสินค้าเราทุกเดือนและสินค้านั้นมีคุณค่ามากพอที่จะทำให้เขาไม่นำศักยภาพนี้ไปจ่ายให้กับสินค้าบันเทิงอื่นๆ อีก แต่หากเด็กคนนั้นมีงานอดิเรกอื่นๆ อยู่ การ์ตูนเป็นสินค้าบันเทิงสำคัญอันดับที่ 4-5 ถ้าคำนวณวิเคราะห์แล้วว่าสินค้าบันเทิงเขามีไปแล้ว 300 สำหรับอันดับ 1-3 เราก็ตั้งราคาได้ถึง 200 บาทถ้าสินค้าคุณมีค่าขนาดนั้น แต่ถ้าไม่ก็ต้องลดระดับมันลงมาอีก พิมพ์จำนวนมากขายราคาลดลง

การยกระดับสินค้าพรีเมี่ยมจึงคิดมาจากสิ่งเหล่านี้ด้วย ถ้ายกระดับขึ้นไปเราก็ต้องคำนวณให้ดีว่าเพดานราคาที่เขาสามารถจ่ายได้ (จ่ายได้คือความสามารถในการจ่ายไม่ใช่เงินในกระเป๋า)คุ้มค่าต่อการจ่ายเขาอยู่ที่เท่าไหร่

อาหารก็เหมือนกัน เราอาจมีศักยภาพในการจ่ายค่าอาหารเดือนล่ะ 3000 ประจำทั้งเดือนบาท แต่เราอาจจะมีค่าบันเทิงอีก 500 บาท หากร้านสามารถยกระดับอาหารให้ควบในหมวดบันเทิงได้ก็สามารถตั้งราคาได้สูงขึ้นเช่นกัน ( เราเข้าภัตตาคารเพื่อซื้อความสุขเสียมากกว่าด้วยซ้ำ )

ถ้าเราตั้งราคาจากเงินในกระเป๋า คำถามเด็กมีเงินในกระเป็วันล่ะ 100 บาม เดือนล่ะ 3000 บาท อะไรคือเกณฑ์ที่จะบอกเราว่าอาหารราคา 200 บาทสามารถขายได้?

ซึ่งมีการประเมิณค่าสถิติมากมายเพื่อหาราคากลางในหมวดสินค้าต่างๆ เพื่อหาราคาสินค้าในหมวดนั้นๆ ที่ลูกค้าคิดว่าสามารถจ่ายได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณไม่สามารถตั้งราคาสินค้าให้สูงกว่าเดิมได้

ถ้าเราคำนวณว่าการ์ตูนในท้องตลาดล่างควรอยู่ที่ 35 บาทมาจากไหน? สมมุติค่าเฉลี่ยเงินในกระเป๋าเด็กอยู่ที่ 45 บาท แปลว่าเราทำการ์ตูนราคา 55 บาทไม่ได้งั้นหรือ จริงแล้วคงไม่ใช่ (ไม่งั้นโชบิทซ์คงเจ๊งกระจ่าย) แต่คำนวฯแล้วต่างหากว่าราคานี้เด็กก็ยังมีศักยภาพที่จะจ่ายได้ เขาอาจจะต้องเพิ่มศักยภาพเหล่านั้นโดยการขอพ่อแม่ เก็บเงินหรือวิธีอื่นใดก็แล้วแต่ แต่นั่นแปลว่าสินค้าคุณต้องมีค่าพอในระดับนั้น

จริงๆ มันมีรายละเอียดและปัจจัยการกำหนดราคาอีกหลายๆ อย่างที่ต้องคิด ทั้งต้นทุนจริงต้นทุนแฝง ค่าเฉลี่ยที่ทำให้สินค้าขายง่ายขายยาก (โดยที่สินค้า 2 ราคาอาจจะได้กำไรไม่ต่างกัน)ฯลฯ แต่ไม่ใช่จำนวนเงินในกระเป๋าแน่ๆ ข้าราชการเงินเดือน 8000 ก็สามารถไปเที่ยวต่างประเทศด้วยทัวร์ 50000-60000 หมื่นได้ครับ

#5 By ตอบอีกซักที (124.120.160.227) on 2008-05-23 03:39

อืม... ช่วยอธิบายความต่างของ "เงินในกระเป๋า" กับ "ศักยภาพในการจ่าย" ทีสิครับ

อ่อ ผมพูดว่า ดูจากเงินในกระเป๋านะ ไม่ใช่ตั้งจากเงินในกระเป๋า ผิด-ถูก เจ๊ง-ไม่เจ๊ง ช่วยอธิบายให้กระจ่าง ว่าต่างกับการดูศักยภาพในการจ่ายที cry

#4 By masked v (58.9.2.204) on 2008-05-22 20:56

พอดีมีคนพูดว่าราคาสินค้าต้องตั้งจากเงินในกระเป๋าผู้บริโภคไม่ใช่หรือ? ตอบว่าผิดครับ ใครตั้งราคาแบบนั้นเจ๊งตั้งแต่ยังไม่ออกจากอู่แล้ว ร้านขายข้าว 20 บาทเปิดแผงขายได้ ฟูจิอาหารญี่ปุ่น 200 ก็เปิดขายได้ "อาหาร" เหมือนกันแล้วขายได้ไง การมองไปที่กระเป๋าของลูกค้าถูกต้องครับ แต่ไม่ใช่มองเงินในกระเป๋า แต่ต้องมอง "ศักยภาพในการจ่าย" ต่างหาก การ์ตูนเป็นหมวดที่กว้างมากๆ ตั้งแต่เด็กจนถึงระดับเฟิร์สจ๊อบเบอร์ การเอาค่าเฉลี่ยกระเป๋าเงินของเด็กมาคิดผิดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว (เด็กให้พ่อแม่เพิ่มศักยภาพนั้นได้)

#3 By ตอบเอง (124.120.173.91) on 2008-05-22 12:54

อืม..เศรษฐกิจอย่างงี้..มีผลกระทบกับทุกทางครับ
มนุษย์เงินเดือนโดนเต็มๆ...

#2 By hollow on 2008-05-22 03:04

อย่างที่ผมบอกในกระทู้นั้นแหละครับ

บังเอิญตั้งกระทู้ใกล้ๆกันพอดี
sad smile