CartoonTHAI

อืมได้อ่านกระทู้น่าสนใจจากทาง

http://www.thaicomic.com/forum/viewtopic.php?t=3245&postdays=0&postorder=asc&start=0

(ขออภัยผมชอบเก็บกระทู้พวกนี้เป็นโปรไฟล์ความคิดเห็นของคนในวงการ) รู้สึกแปลกใจที่ฐานความมั่นคงของนักเขียนการ์ตูนมันต่ำขนาดนั้นเชียวหรือ ความจริงบทสัมภาษณ์นี้ผมได้อ่านมาก่อนนานแล้วและไม่ได้ติดใจอะไรจนมาอ่าน คคห. ต่างๆ ในกระทู้นี่แหละนะ จริงหรือที่นักเขียนจะเป็นอาชีพที่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น? จริงหรือที่นักเขียนจะอดอยากปากแห้งตลอดไป? จริงหรือคนทำงานเก่งจะไม่เลือกที่จะอยู่สายนี้? อาจจะจริงหรือไม่จริงที่ผมว่าใครก็คงยากจะตอบแต่ส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อ แต่จริงๆ แล้วเหล่านักเขียนต้องกลับต่างหากว่ากำลังต้องการอะไร แล้วจะพบว่ามันไม่ใช่ความห่างไกลหากคุณต้องการสิ่งเหล่านี้

หากว่าคุณต้องการการเขียนเพื่อได้เพื่อที่จะได้รับการยอมรับทางสังคมผมคิดว่ามีการ์ตูนมากมายที่ได้รับการยอมรับทางสังคมครับ การ์ตูนการเมือง, การ์ตูนนิทาน, การ์ตูนความรู้ (ล่าสุดการ์ตูนบันเทิงในหมวดวัยรุ่นก็พิสูจน์แล้วว่าสามารถได้รับการยอมรับทางสังคมได้ อีกทั้งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแรกในประวัติศาสตร์การ์ตูนไทยด้วย) หากคุณต้องการ "การยอมรับทางสังคม" จริงๆ ก็เขียนในสิ่งเหล่านี้ซิครับ หากคุณต้องการเงินก็มีการ์ตูนมากมายที่สามารถทำเงินได้ดยไม่ยากเกินไปเช่นกัน การ์ตูนภาพหลายแห่งก็จ่ายในราคาที่ใช้ได้ ยิ่งถ้าคุณคิดว่าฝีมือคุณดีพอล่ะก็ การเขียนบอร์ดให้กับภาพยนตร์ต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำรายได้ได้ดีมากๆ เช่นกัน และหากจะบอกว่าคนที่เก่งย่อมไม่เลือกที่จะอยู่ในสายนี้ผมยิ่งคิดว่าเป็นเรื่องตลกครับ ข้อนี้ผมคงไม่ต้องอธิบายล่ะมั้ง... เพียงแต่การทีนักเขียนจะเลือกสิ่งเหล่านี้มันแปลว่านักเขียนต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันมักจะแลกกับสิ่งหนึ่งที่จะสูญเสียไปคือความสุข

สิ่งที่ทำให้ผู้คนเลือกที่จะอย่กับชีวิตของตัวเองคือ "ความสุข" ความสุขของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แต่เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หรอกหากไร้ซึ่งความสุขโดยแท้จริง จะลำบากยากเข็นแค่ไหนคนเราก็จะใฝ่หาซึ่งช่องทางแห่งความสุข หากความสุขอันดับแรกของผู้คนคือการเขียนการ์ตูนเขาก็จะเลือกที่จะเขียนการ์ตูนก่อน ต่อให้ยากลำบากแค่ไหนก็จะเขียน แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสุขของผู้คนที่เปลี่ยนไปเนื่องด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เช่นความสุขแปรเปลี่ยนเป็นเงินก็จะค่อยๆ เบนเข็มของตัวเองออกไปจากวิถีนี้เข้าหาเส้นทางที่จะทำเงินแทนนั่นเอง และหากความสุขที่ต้องการคาบเกี่ยวกันบ้างมันอาจจะร่วมทางไปกันได้ แต่หากความสุขมันคาบเกี่ยวกันน้อยหลายคนก็เลือกที่จะทิ้งสิ่งนั้นไปเลยด้วยซ้ำเพื่อเดินไปหาเส้นทางแห่งความสุขื่ตนเลือก และแน่นอนว่ามันจะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อค้นพบว่าความสุขของตนเองคืออะไร หากเป็นเกียรติยศชื่อเสียง, บุญกุศล, ความเคารพยำเกรง เส้นทางมันก็ค่อยเบี้ยวออกไปนั่นเอง คนที่รักที่จะเขียนการ์ตูนแต่รักเงินมากกว่าก็อาจจะยอมทิ้งความสุขบางอย่างในการเขียนการ์ตูนแบบที่ตนอยากเขียนแล้วไปเขียนการ์ตูนที่สามารถหาเงินได้มากๆ นั่นเอง หรือแม้แต่นักเขียนหลายๆ คนที่เลือกที่จะไปเขียนภาพประกอบแทนก็เช่นกัน(ไม่นับในกรณีของเจ้าของบทสัมภาษณ์นะครับ เพราะทางนั้นเลือกสายภาพประกอบมาแต่แรกอยู่แล้ว)บางคนบอกว่าเพื่อปากท้องซึ่งจริงๆ แล้วก็เช่นนั้นแหละ เพราะความสุขของการกินอิ่มนอนหลับมีชีวิตที่สุขสบายเป็นความสุขที่อยู่เหนือการเขียนการ์ตูนอยู่ดีนั่นเอง หากสามารถทำความเข้าใจตรงจุดนี้ก็จะทำให้ไม่จำเป็นต้องรู้สึกหนักใจในเรื่องเส้นทางของตัวเองครับ ขอเพียงนักเขียนสามารถที่จะตอบตัวเองให้ชัดเจนว่าความสุขที่แท้จริงของตนเองนั้นคืออะไร แท้จริงในที่นี้ก็ต้องมองที่ความเป็นจริงนะครับ แต่หากความสุขของผู้คนอยู่ที่ "ความฝัน" นั่นล่ะแปลว่าเราต้องเหนื่อยอย่างแสนสาหัสเพื่อจะคว้ามีนมาอย่างแน่นอน เพราะมันยังไม่ได้อยู่บนโลกของความเป็นจริงยังไงล่ะ

จริงแล้วเรื่องของความสุขนี้เป็นสิ่งที่ผมได้ฟังมาอีกทีแต่เห็นว่าเหมาะสมดีที่จะจำกัดความกับบทสัมภาษณ์ที่พูดถึงตรงนี้ สำหรับส่วนตัวแล้วเป็นคนที่มีความโลภสูงมั่กๆ จึงอยากจะคว้าทั้งความสุขและความฝัน แต่มันก็ทำให้ผมต้องทำงานหนักจริงๆ น่ะแหละ ยิ่มาดูว่าบล็อกตัวเองมักจะอัพหลังเที่ยงคืนเสมอยิ่งบอกอย่างชัดเจนเลยน้อ เพราะว่าผมจะได้มาเปิดบล็อกของตัวเองตอนเลิกงานแล้วนั่นเอง ยิ่งตอนนี้แทบจะเรียกว่าทำงาน 7 วันนี่เป็นสิ่งที่ต้องมาถาม-ตอบตัวเองอยู่ตลอดเหมือนกันว่ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่หนอ แต่ช่างเถอะจรลีไปเข้านอนเพื่อไปคว้าความฝันของตัวเองต่อดีกว่าหนอ....

สุดท้ายแอบห้อยคลิปโปรโมทมหากาพย์กู้แผ่นดินเอาไว้หน่อยดีกว่า

http://www.youtube.com/watch?v=KuwpTYNDe74

อันนี้เกิดอยากเขียนแทรกขึ้นมาซะเฉยๆ วงการการ์ตูนช่วงนี้แปลกดี คึกคักกันแบบแปลกๆ โดยเฉพาะตลาดการ์ตูนแผงบน(ซึ่งหมายถึงร้านในเครือ นายอินทร์/ซีเอ็ด/ดอกหญ้า/บีทูเอส) โดยเฉพาะในหมวดการ์ตูนความรู้เด็ก หลังจากทำมาไม่นานก็มีคนแห่เข้ามาลงกันเป็นพรวนทั้งเจ้าเล็กเจ้าใหญ่ ล่าสุดท่าทางสมเด็จพระนเรศวรฉบับสมบูรณ์ของทางบุรพัฒน์ท่าทางไปได้ดี แถมโปรเจ็คต์ใหม่ที่โฆษณาไว้ตอนปีที่แล้วก็ท่าทางเตรียมปล่อยออกมาแล้ว คาดว่างานสัปดาห์หนังสือที่จะถึงนี้คงได้เห็น สงสัยเราต้องเติมไฟให้ตัวเองมันคึกคักเหมือนเขาบ้างแล้วแฮะ

บทนี้เป็นบทคั่นว่าด้วยสถานการณ์ของวงการพิมพ์ในบ้านเราที่ไปฟังมาในงานสัมนาของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เมื่อเดือนมกราคม ปีที่ผ่านมาหนังสือที่ขายดีที่สุดคงไม่ต้องพูดถึงเพราะสามมัคคีสีเหลืองกันอย่างพร้อมเพรียงขนาดนี้ แต่หมวดที่น่าแปลกใจคือหมวดหนังสือ "แฉ" ที่ถือว่ามาแรง อาจเป็นเพราะสถานการณ์การบ้านการเมืองล่ะมั้ง แต่ช่วงปีที่ผ่านมาทางสมาคมบอกว่าหนังสือการ์ตูนอยู่ในกลุ่มน่าสนใจ บางเล่มติดเบสท์เซลเลอร์ด้วย(อย่าให้เป็นของเรามั่งล่ะกัน) อาจจะเป็นนิมิตหมายอันดีก็ได้นะเพราะมันยืนยันว่าเราเลือกไม่ผิด ตอนที่เราตั้งเป้าไว้ว่าจะเลือกเด็กที่ยังไม่ผูกพันกับการ์ตูนญี่ปุ่นมากเป็นฐานก็ด้วยคิดว่าวันหนึ่งเขาจะโต และค่อยๆ โตขึ้นมาเสพการ์ตูนไทยวัยรุ่นได้โดยไม่มีอคติ อันเนื่องมาจากความเคยชิน แต่สงสัยกว่ามันจะส่งผลคงเป็นเรื่องอีกนานโกฏิ

ทางสมาคมระบุอีกว่าปีนี้ราคากระดาษจะทรงอันเนื่องมาจากเงินบาทแข็งค่า(อย่างไม่น่ายินดี) แต่หลาย สนพ.คงตื่นรีบปรับราคาหนังสือขึ้นกันก่อนที่เศรษฐกิจจะอออกลางดิ่งเหว ก็เป็นภาวะที่น่าสนใจและไม่เคยมีประสบการณ์เหมือนกัน เพราะสมัยที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้วเรายังอมหัวแม่มืออยู่เลย เศรษฐกิจเลยดูจะฉะลอตัวกันไปบ้าง แต่ท่าทาง สนพ.ต่างเตรียมงัดไม้เด็ดกันออกมาช่วงกลางปีเป็นแน่ แค่ว่าไม้เด็ดของแต่ล่ะเจ้าจะเป็นอะไรซึ่งเชื่อว่ามีทั้งในแง่ดีและในแง่ร้าย แต่สถานการณ์แบบนี้ส่วนใหญ่ต้องมี "อะไร" เกิดขึ้นแน่ เพราะการนั่งเฉยๆ นั่นแลที่เสี่ยงที่สุดแล้ว

มองได้สองแง่สองง่าม ในแง่หนึ่งการฉะลอก็เป็นโอกาสที่ใครที่มีไอเดียดีๆ คอนเทนต์ดีฉวยโอกาสทำตลาดได้โดยไม่ต้องเจอคุ่แข่งมากนัก โดยเฉพาะสภาพแบบนี้ คนจะจับจ่ายของไร้สาระน้อยลงแต่ในทางตรงข้ามเขาจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ "โดน" ตัวเองมากขึ้น จับดีๆ ก็เกิดล่ะนะ แต่ไอ้ประเภทออกมาแบบบอกผ่านคงยากที่จะไปรอด ฉะนั้นก็น่าจับตาดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ในแง่ร้าย การยุบ การถอน การเลิกกิจการก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ลดความเสี่ยง เพราะเลิกตอนนี้อาจไม่เป็นหนี้แต่เลิกตอนล้มนี่เจ็บซ้ำซ้อนแถมยังจะพาลแบกหนี้ก้อนโตไปอีกด้วย ก็ได้แต่หวังว่าจะยังไม่มีใครในวงการจะถึงขั้นนี้หรอกนะ (แล้วเราจะเอาตัวรอดได้ใหมหว่า?)

จับตาดูตั้งแต่ช่วงกลางปีจนถึงปลายปีผมว่าในวงการการ์ตูนไทยน่าจะมีอะไรดีๆ เด็ดๆ ให้เห็นกันบ้าง ยิ่งแทบอดทนรอไม่ไหวอยากเห็นงานร่วมทุนกับต่างชาติแทบใจจะขาด ใจหนึ่งก็ดีใจ ใจหนึ่งก็อิจฉา ว่าวันไหนเราจะไปถึงซักทีน้า จากที่เห็นแหม...ให้ตายมันห่างไกลแท้ แต่เอาเถอะถ้าเราไม่ถอยมันก็คงไปถึงซักวันล่ะมั้ง รอให้ฐานมันแน่นอีกซักหน่อยล่ะกันน่า

สุดท้ายแอบประชาสัมพันธ์คอร์สอบรม "เขียนบล็อกให้เป็นบุ๊ค" ของทาง L-House ผมเคยไปเรียนมาในเรื่องของการทำ สนพ.ถือว่าได้อะไรใหม่ๆ น่าประทับใจดีมาก เสียดายเรื่องนี้ไม่ตรงกับผมเท่าไหร่แต่ใครสนใจลองหาข้อมูลเอาล่ะกัน google ซักไม่เกิน 10 นาทีก็น่าจะเจอ อ้อ...เห็นว่าวิทยากรเป็นคุณ ภูภู่ภู้ภู๊ภู๋ (คือผมจำชื่อไม่ได้เขียนผิดอย่าว่ากันนะ) ชื่อดังจากพันทิพย์กะอีกคนเจ้าจี๋ Geban อันดับ 1 จาก Bloggang แหม....เดี๋ยวนี้ดังใหญ่เลย ใครสนใจก็ไปลองดูละกัน

ดึกจะเป็นจะตายดันมีอารมณ์อยากเขียนทั้งที่เหนื่อยกับการประชุมมาทั้งวัน ทำไมการ์ตูนไทยมันมีอะไรให้คิดเยอะขนาดนี้นะ คิดมันทั้งวัน ทั้งโปรเจคต์ ทั้งระบบงาน ทั้งปัญหาตรงหน้า โอย...อยากจะบ้า อยากได้การตลาดง่ายๆ แบบแค่เห็นก็ทำได้จังเลยน้า แต่มันคงช่วยไม่ได้ในเมื่อในไทยไม่เคยมีตลาดตรงนี้ที่ประสบความสำเร็จ ก็คงยังต้องลองผิดลองถูกเรียนรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อไปจริง เอาล่ะบ่นพ่นมาพอก็เข้าเรื่องดีกว่ากับส่วนที่ 2 ของบทความ

Comicker 's Part

โอ้...จะเขียนส่วนนี้แล้วนึกถึงอดีตอันแสนหอมหวานสมัยที่ตัวเองอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนจัง แต่บนโลกความเป็นจริง บก.ท่านหนึ่งกล่าวว่า เมื่อศิลปินเป็นนกก็ต้องอาศัยลมที่จะช้อนให้นกบินขึ้นไปสูงเทียมฟ้า และพอมองย้อนมาที่ตังเองวันนี้ก็พบว่าเรากลายเป็น "ลมใต้ปีก" ไปแล้วนั่นเอง หรือเรียกง่ายๆ ว่า บก. นั่นเอง แต่คงเพราะกลายเป็นลมใต้ปีกล่ะมั้งมันถึงทำให้เรามองเห็นอะไรมากขึ้นๆๆๆๆ กว่าที่เคยเห็นมากมาย เอาล่ะอารัมภบทมาซะมากมายไปว่าที่ตัวของนกที่จะบินสูงเทียมฟ้าดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อฟ้ามันไม่ได้ใสสวยอะไรแต่เต็มไปด้วยลมฝนพายุโหมจนมองขอบฟ้าไม่เห็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไปซะแล้ว

โลกของการ์ตูนธุรกิจในปัจจุบันไม่ใช่วันที่ตลาดมันสวยใสเพียงพอจะรับกับการ์ตูนมันซะทุกกลุ่มโดยเฉพาะถ้ากลุ่มนั้นมันต้องไปเทียบรางวัดกับเรื่องดังๆ อย่าง นารูโตะ โคนัน FMA และอีกจิปาถะล้านแปดประสบการณ์เก่ามันสอนว่าไม่ใช่แค่พยายามทำการ์ตูนให้โอเค(ล่ะมั้ง)แล้วมันจะไปได้ แค่ครึ่งปีเงินหายไปหกหลักเป็นวันนี้ผมก็สงสัยเหมือนกันว่านายทุนที่ไหนจะสนใจกัน นักเขียนที่ฝันอยากเขียนแค่ออริจินัลแบบส่วนตัวคิดล้วนๆ ในบ้านเราผมตอบไว้ก่อนเลยมันยาก โดยเฉพาะยิ่งถ้าจะเขียนแค่อะไรที่มันอยากเขียนมันยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ผมเคยสงสัยว่าแล้วอย่างนั้นประเทศอื่นทำไมเขาทำกันได้ แต่เมื่อทำงานไปผมก็พบกับคำตอบว่า อ้อ!!นักเขียนในญี่ปุ่นหรือฮ่องกงยิ่งหนักกว่านี้เสียอีก เรื่องที่เสนอเข้ามาแบบออริจินัลน่ะถูกบีบถูกคั้นซะแทบเป็นแทบตายชนิดคำว่า "เขียนตามใบสั่ง" ในบ้านเราน่ะมันเด็กๆ ไปเลย แต่เราต้องยอมรับว่าตลาดในบ้านเขาเปิดกว้างกว่าเพราะสภาพสังคมพื้นฐานในบ้านเขามันเคยชินกับเนื้อหาที่อิสระกว่าบ้านเรามากนัก ทำให้ความหลากหลายในตลาดมันสูงแต่อย่างในฮ่องกงยิ่งไม่ต้องพูดถึงการ์ตูนที่ได้เกิดแทบจะเป็นแบบเดียว ในใต้หวันและเกาหลียังดูดีกว่าหน่อย แต่ได้คุยกับนักเขียนที่ไปเป็นมืออาชีพที่ใต้หวันเขาก็ตอบมาเหมือนกันว่าการทำงานที่นู่นเขี้ยวกว่าเมืองไทยนัก แล้วเราก็ถึงบางอ้อ ว่าการ์ตูนที่ไปได้ในปัจจุบันมันต้องมากกว่าแค่คำว่า "ออริจินัล" แล้ว เขียนอะไรมาที่สังคมเขาไม่รับกันน่ะมันยาก มันต้องคิดกันหนักๆ ทำการบ้านหนักๆ ว่าวันนี้ที่ตลาดต้องการอ่านและเราเขียนได้อย่างมีความสุขคืออะไร มันเกินกว่าแค่จะเขียนการ์ตูนตามใจอยากไปแล้ว ทั้งที่ใครๆ ก็มักมาด่าว่าการ์ตูนไทยชอบวนเวียนกับเรื่องเดิมๆ ประเภทวรรณคดีหรือประวัติศาสตร์ แต่มันก็ตลกที่ไอ้เรื่องที่ขายได้จริงมันก็วนๆ อยู่กับเรื่องพวกนี้เกือบทั้งนั้นล่ะนะ เพราะ "สังคมไทย" วันนี้เป็นแบบนี้ยังไงล่ะ

แล้วนักเขียนไทยจะตายไปพร้อมๆ กับเรื่องราวเก่าๆ วนไปวนมาแบบเนี้ยเหรอ ผมก็เชื่อว่าไม่จริงแต่มันต้องพยายามอย่างหนัก ซึ่งมันอาจจะหนักกว่าการคิดคนเดียว เขียนคนเดียว แต่มันน่าเสียดายที่คนไทยเก่ง...เก่งมากๆ แต่ขาดการยอมรับซึ่งกันและกันและการทำงานเป็นทีมทั้งที่มันมีหลากหลายสูตรสำเร็จและโอกาสที่คุณไขว่คว้าได้แต่พอขาดการยอมรับมันก็ทำให้ขาดศักยภาพที่จะเรียนรู้ไปด้วย เงื่อนไขการเรียนรู้ข้อแรกจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเรายอมรับว่าตนเองนั้น "โง่" มันไม่ใช่คำด่าเพราะเมื่อเราโง่ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ก็เท่ากับว่าสมองเราสามารถรับความรู้ใหม่ๆ เข้ามาได้เสมอๆแต่เมื่อเราฉลาดแล้วมันก็สุดทาง...ก็ในเมื่อสำคัญว่าตนฉลาดแล้วมันจะยังมีอะไรที่อยากรู้อีกล่ะ น้ำมันก็เต็มแก้วเท่านั้น ซึ่งมันก็ทำให้ไม่สามารถคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาได้

ฉะนั้นสำหรับนักเขียนในยุคนี้ ที่ตลาดมันกำลังขยายอยู่บ้างผมก็เชื่อว่ามันมีพื้นที่ แต่คุณต้องตั่งมั่นตัวเองให้ดีในพื้นที่ที่จำกัด ลงหลักปักฐานแล้วสร้างสมกำลังของตนให้มั่น กำลังตรงนี้ไม่ใช่แค่ตัวเราแต่มันหมายถึงโดยรวมทั้งหมด ทีมก็เป็นส่วนหนึ่งในกำลัง สนพ.ที่คุณอยู่ก็เป็นส่วนหนึ่งในกำลัง เมื่อคุณร่วมฝ่าฟันไปกับทีมและ สนพ. คุณจะได้สิ่งตอบแทนกลับมาที่มีค่ามากกว่าเงิน เพราะความเชื่อใจ ไว้วางใจมันไม่อาจซื้อได้ ประเภทมานี่นิดไปนู่นหน่อยฟันธงให้เลยว่ารากฐานจะไม่แน่น จะเป็นได้แค่ปลิวตามกระแสไปเรื่อย แต่ไม่อาจจะสร้างกระแสให้กับตนได้อย่างจริงจัง(เว้นแต่ว่าเทพจริงๆ) ซึ่งธุรกิจมันเป็นเรื่องที่เราต้องลงทุนกับคน แค่มีเงินไม่มีคนมันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก และนักธุรกิจก็พร้อมที่จะลงทุนกับคนที่เขาเชื่อใจมากกว่าแค่เรื่องฝีมือเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ากว่าที่จะเชื่อใจกันอย่างแท้จริง ย่อมมีปัจจัยเวลาเข้ามายุ่งอยู่ด้วยเสมอๆ

สรุปเลย นักเขียนยุคสมัยนี้อย่ามองผลประโยชน์เป็นหลัก ถ้ายึดติดอยู่กับผลประโยชน์ นักเขียนก็จะเป็นได้แค่ "สินค้า" ที่ต้องทำประโยชน์ให้คุ้มค่าเท่านั้น (อยากได้เงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า) สิ่งที่ต้องทำคือมุ่งมั่นตั้งใจไปข้างหน้ากับพาร์ทเนอร์ที่ตัวเองเลือกไว้ อาจจะเป็นทีม อาจจะเป็น สนพ. อาจจะเป็นสปอนเซอร์ของตัวเองก็แล้วแต่ มุ่งหน้าไปให้สุดทางก่อน สิ่งที่ได้มามันจะเป็นเรื่องของความเชื่อใจ มั่นใจ ซึ่งกันและกันและเมื่อผลประโยชน์มันเข้ามาได้ ก็เชื่อว่าทีมที่เชื่อใจกันอย่างแท้จริงก็ย่อมแบ่งปันกันอย่างเพียงพอ ไม่ว่ามันจะเป็นเงิน เป็นของ หรือทรัพย์สินอย่างลิขสิทธิ์ก็ตามที ส่วนการจะเลือกพาร์ทเนอร์ที่ดีนั้นก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของแต่ล่ะคนล่ะ อันนี้ก็ตาดีได้ตาร้ายเสียเท่านั้นแล

ปล.สุดท้าย นักเขียนวันนี้ยังไม่ใช่อาชีพที่สวยหรูแบบที่ฝันกันไว้ ใครเปลี่ยนใจเดินออกจากเส้นทางแนะนำให้ทำเสียแต่เนิ่นๆ ถลำลึกลงมาวงนี้มันถอนตัวยาก ยิ่งถอนไปตอนครึ่งๆ กลางๆ จะยิ่งเป็นอะไรที่ขาดทุนชีวิตที่สุด(ทุกอาชีพแหละ) ตอบตัวเองให้ได้ว่า "นักเขียนการ์ตูน" คืออาชีพที่คุณอยากจะเดิมพันชีวิตของตัวเองไว้แล้วหรือยัง ถ้ายังทบทวนใหม่ก่อนที่จะเดินออกจากสายนี้ไปอย่างปัจจุบันทันด่วน ถ้ามั่นใจว่าไม่ใช่แล้วก็อย่าลังเล รีบไปสู่สายงานอื่นๆ เสียแต่เนิ่น แต่ถ้าพร้อมที่จะเดิมพันชีวิตแล้ว ก็ไม่ต้องรออะไรอีก กระดาษอยู่ตรงหน้า ปากกาอยู่ข้างมือ เริ่มงานได้แล้วล่ะ....

**และแน่นอนว่าโปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน ไม่มีกฏใดๆ ตายตัวอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้หรอก(แม้แต่ 50 กว่าบรรทัดข้างบนนี้ก็ตามที)หากมีประสบการณ์ ความรู้ใดใหม่ๆ ยินดีร่วมแชร์เสมอๆ ครับ***