2008/Mar/09

          วันนี้อัด 2 เอนทรี่เลย เพราะอยากคุยเรื่องนี้ด้วย ไหนๆ ก็เหลือเวลาอีกนิดหน่อย

           หลังจากกระแสการจัดเรทในบ้านเราดำเนินมาได้พักหนึ่ง หลังจากที่ผมไปร่วมประชุมกับสมาคมผู้จัดพิมพ์มา 3 ครั้งกับ สนพ.การ์ตูนเจ้าใหญ่ในบ้านเรา ในที่สุดก็ดำเนินมาถึงวันที่ต้องไปร่วมประชุมกับทางกระทรวงวัฒนธรรม ท่านรองปลัดกระทรวงประกาศชัดเจน "การจัดเรทครั้งนี้เป็นวาระแห่งชาติ ที่มีมติมาจาก ครม. ที่ต้องทำให้สำเร็จ" ดูเหมือนว่าบ้านเราใกล้จะเห็นแสงสว่างของวงการแล้ว....ถ้าไม่มีตำรวจ

          คงต้องท้าวกันซักนิดว่า หลังจากได้รับมอบหมายให้ประสานงาน ผมไม่ถนัดในงานติดต่อกับคนเลยให้ตาย โชคดีที่พี่ไข่จากอนิแมกมารับหน้าแทนให้ ขอบคุณมากพี่....แต่ตอนประชุมครั้งที่ 2 พี่ไข่ติดธุระ...อั่ก...วนกลับมาอีกละหวา ในการประชุมครั้งที่สอง สนพ.การ์ตูนแสดงทรรศนคติต่างๆ ได้อย่างดี ต้องขอบคุณพี่ยูตะจากวิบูลย์กิจที่สร้างตุ๊กตารูปแบบการจัดเรทขึ้นมาให้ทำให้การประชุมลื่นไหลเป็นอย่างดี ด้วยความร่วมมือจาก NED, SIC, Bongkoch,VBK,Burapat รวมถึงบรรลือสาส์น ในที่สุดเราก็สามารถสรุปเอกสารขั้นต้นขึ้นมาได้ (ลงในอนิแมกเล่มไหนผมจำไม่ได้ แต่จริงๆ ผมโดนทักไว้ว่าอย่าพึ่งเปิดเผยอ่ะนะ) ผ่านการกรองอีก 2 ครั้งก็พร้อมขึ้นประชุมกับทางกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว

        ในวันประชุมจริงนั้น ผมรู้สึกแปลกใจที่ทุกผู้คนที่เข้ามารวมกันนั้นมองไปที่จุดประสงค์มี่เหมือนๆ กัน แม้แต่ปลัดกระทรวงหรือจากทางกรมศิลป์ พร้อมเปิดใจรับภาพต่างๆ จนน่าแปลกใจ ทุกอย่างเป็นได้ด้วยดีอย่างไม่น่าเชื่อ ผมคิดในใจ ดูเหมือนว่าการจัดเรทติ้งโดยองค์กรกลางที่ได้รับการกลั่นกรองจากเอกชนกำลังสำเร็จแล้ว ที่นั่นเองผมก็พบว่าทุกอย่างมันสะดุดแป๊กลงมา ด้วยตำรวจบอกว่ามัน "ผิดกฏหมาย" จัดเรทแล้วพ่อก็จะจับอยู่ดี....

          ทุกคนในที่ประชุม นิ่งอึ้ง... ถ้าให้ผมเขียนเป็นภาพการ์ตูนก็คงกำลังทำตา 2 จุด อย่างงงงวยว่าหมายฟามว่าไงฟระ...มีการยกตัวอย่างหนังสือหรือวรรณคดีไทยหลายๆ อย่างขึ้นมาเป็นประเด็นตัวอย่าง แม้แต่บทอัศจรรย์ที่อยู่ในขุนช้างขุนแผน แต่จบลงด้วยคำพูด...."ผมก็ไม่เคยอ่านหรอก นะ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็ผิดกฏหมายและผมก็ต้องจับ" โอ้ละหนอ...แบบเรียนไทยยังผิดกฏหมายเลย ใช่ครับ...เราต้องยอมรับว่ามันผิดจริงๆ เพราะในข้อกฏหมายระบุไว้ว่า "การตีพิมพ์ใดๆ ที่ผิดต่อศีลธรรมอันดี ถือเป็นการผิดกฏหมาย(โคตรคาถามหาครอบจักรวาล)" จำไว้นะครับการ์ตูนหรือสิ่งพิมพ์ใดๆ ที่เขียนถึงการฆ่าสัตว์(ยิงนกตกปลา) ผิดกฏหมาย...ต่อไปพวกเราห้ามอ่าน

          ลูกค้านไม่ได้ผลต้องมีลูกล่อกันบ้าง มีคนขึ้นมาเกลี้ยกล่อมว่าจัดเรทแล้วจะได้ทำให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้น จะได้ไม่เหมือนเคสเทปผีซีดีเถื่อนที่ตามจับกันไม่จบไม่สิ้น(ผมเดาว่าคนพูดแอบกัดในใจ) ตำรวจพูดต่ออย่างภาคภูมิใจจนผมแทบสำลักน้ำลายแม้ตอนนั้นคอจะเหนียวไปหมดแล้วก็ตาม "ไม่ต้องห่วงหรอก อย่างเทปผีซีดีเถื่อนน่ะ รายใหญ่ๆ เราจับไปหมดแล้ว ไม่เหลือแล้ว ที่เหลืออยู่เป็นรายๆ เล็ก ตามจับไม่หมดหรอกพวกนั้น" ประโยคนี้ผมสิ้นศรัทธาวงการตำรวจทันที และหลายๆ คนในที่ประชุมที่รู้ดีก็คงคิดเช่นเดียวกัน เราท่านรู้กันอยู่ ซีดีเถื่อนรายใหญ่น่ะมันมีแบ๊กเป็นคนมีสี...หรือต้องเรียกว่าคนมีสีทำเองดีล่ะ แต่แน่ๆ ผมอ่านหนังสือพิมพ์เกือบทุกวันและคนเหล่านี้ไม่เคยถูกจับ

           ตอนนั้นผมคิดว่าวงการสิ่งพิมพ์บ้านเราคงยังต้องตกอยู่ในยุคมืดอย่างแน่แท้ ท่านรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมก็ออกตัวขึ้นมาอย่างแข็งกล้า"การจัดเรทครั้งนี้เป็นวาระแห่งชาติ ที่มีมติมาจาก ครม. ที่ต้องทำให้สำเร็จ โดยไม่เกี่ยวกับใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และเป็นข้อที่ต้องเข้าไปเขียนเพิ่มเติมใน พรบ.จดแจ้งการพิมพ์" ทั้งยังย้ำมาด้วยว่าในหมวดภาพยนตร์ได้ทำสำเร็จไปแล้ว ผมได้ยินว่าจะไม่มีการเซ็นแต่จะจัดเรทแทน คนต้องรอดูไปอีกซักพักถึงจะเห็นทั่วไป....แต่นั่นเป็นประโยคที่ยอดเยี่ยมมาก ผลการประชุมในวันนั้นจบไปอย่างไม่ได้รับการยอมรับจากตำรวจแต่ผมก็ยังเห็นความหวังทั้งหมดอยู่ตรงนั้น....

           ผมนึกถึงวันแรกที่สมาคมการพิมพ์ประกาศขออาสาสมัคร ตอนนั้นผมคิดว่ามันก็ไม่เกี่ยวกับ สนพ. ผมซักเท่าไหร่ คนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ดูแขยงๆ กันไปหมด แต่ตอนนั้นผมเคยอ่านในเว็บพันทิพย์มายาวนานเรื่องนี้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันอย่างนู้น มันอย่างนี้ ผมนึกถึงขึ้นมาทันที วันนี้มันอยู่ครงหน้าแล้ว ถ้าผมปล่อยผ่านไปอีก อนาคตผมจะไม่เสียใจหรือที่วันนี้ทิ้งโอกาสนั้นไป ผมไม่อยากเป็นแค่คนที่ดีแต่พูดแล้วมานั่งยลผลบนหอคอยงาช้าง วิจารณ์คนอื่นโดยไม่เห็นด้วยซ้ำว่าพวกเขาเหล่านั้นทำงานอย่างไร วันนั้นผมเลยตัดสินใจยกมือเข้าร่วมในงานครั้งนี้ มันเป็นคำตอบชีวิตสำหรับผมอีกครั้ง ผมดีใจที่ได้ทำลงไป แม้ผมจะแทบไม่มีบทบาทอะไรกับการจัดเรทติ้งครั้งนี้ก็ตามที ขอบคุณ สนพ.ต่างๆ ที่ร่วมมือกัน เพื่อสร้างสรรวันข้างหน้าให้ดีขึ้นเสมอๆ

...............และมันก็เป็นแค่เรื่องที่มาเล่าสู่กันฟัง........................................

2008/Mar/09

            ผมแทบจะลืมไปแล้วว่าผมเคยให้กำเนิดบันทึกฉบับนี้ของตัวเองเอาไว้ อาจเป็นเพราะชีวิตผมหนักไปในเรื่องของการทำงานเสียมาก จนทำให้ผมมีเวลาทำแค่งานอดิเรก 1-2 อย่างเท่านั้น การจรดบันทึกที่นี่จึงเป็นสิ่งที่แทบไม่ได้มาแตะต้องมันเลย แต่ช่วงปีที่ผ่านมาผมก็ทำอะไรไว้น้อยกว่าที่ตัวเองคิดอยู่อีกโขเลย ก็ขอมาแอบบันทึกไว้ตรงนี้อีกหน่อยกันลืมปฏิทินชีวิตดีกว่า

             ปี 2551 ประกาศรางวัลการ์ตูนดีเด่นประจำปีจากกระทรวงอีกครั้ง และมหากาพย์กู้แผ่นดินยังไปไม่ถึงฝั่งฝันปีนี้เล่มที่ 3 คว้าไว้ได้แค่ รางวัลชมเชยตามเคย ผมเสียดายแทนเอและมนตรีจริงๆ แต่บางทีสาเหตุที่มันไปไม่ถึงฝันในด้านใดเลยคงเป็นเพราะผมเองเสียมากกว่าที่ไม่สามารถดึงความสามารถของทั้งคู่มาได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่บางครั้งผมก็นึกน้อยใจอยู่บ้างที่ดูเหมือนแม้การ์ตูนเรื่องนี้จะคว้ารางวัลมาแค่ไหนแต่ดูเหมือนนักอ่านก็ยังไม่ตอบสนองมันซักเท่าไหร่อยู่ดี (ถึงจะรู้แก่ใจว่างานมันยังไม่ถึงขั้นก็ถอะ) แต่เอาเถอะ เมื่อชิ้นนี้ยังไม่ได้ก็ต้องทำต่อไปจนกว่าจะได้ ปีนี้โยกย้ายขยับขยายครั้งใหญ่จนแทบอ๊วก แต่เดือน เมษาฯ นี้ก็เตรียมเปิดตัวการ์ตูนใหม่กันอีก ก็ต้องมาดูว่าครั้งนี้จะมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่

              ช่วงปีที่ผ่านมานี้ทำความฝันใกล้เข้าไปอีกก้าวหนึ่ง อันสืบเนื่องจากการไปดูงานที่ฮ่องกงและไต้หวันมา ก็ทำให้เห็นโลกแคบๆ ของตัวเอง รู้ได้ทันทีว่าการ์ตูนไทยทุกหมวดจะก้าวไปในระดับโลกยังขาดอะไรอีกหลายอย่าง แต่ปีนี้จะเริ่มต้นลุยต่างประเทศตามที่ตัวเองฝันไว้ตั้งแต่มหาลัยฯ แล้ว หลังจากยืนฐานในไทยได้มั่นคงระดับหนึ่ง และยังตั้งโปรเจ็คหนักๆ ในปีนี้อีกหลายตัว กลางปีที่แล้วที่ฮ่องกงผมต้องตกใจกับงานบุ๊คแฟร์ที่มีคนเข้าหลายล้าน(ได้ยินมาจากซุ้มประเทศไทยอ่ะนะ จริงเท็จไม่รู้เหมือนกัน) เมื่อเทียบกับบ้านเราที่ตีเฉลี่ยทุกปีราวๆ เกือบล้านถือว่าต่างกันลิบลับ มาตรฐานการอ่านของเขาแตกต่างกะคนไทยมาก ไปยืนในงานวันล่ะ 8-9 ชม.หลายวัน เพื่อรีเสิร์ชตลาดและศึกษาวิธีคิดในการทำหนังสือก็มองเห็นว่าโลกทัศน์ที่เราสามารถเห็นได้ในไทยมันแคบแท้ๆ ใจอย่างจะอธิบายออกมาเพื่อแชร์ความรูแต่นึกคำอธิบายไม่ออกแฮะว่าจะอธิบายยังไงดี แต่มัน...อืม....ใช้คำว่าเคาะกะโหลกผมแตกจริงๆ

                เมื่อต้นปีไปไต้หวันมาก็ตกใจอีกครั้ง ตลาดที่นี่มีแนวความคิดคล้ายคลึงกับบ้านเราหลายๆ อย่าง แต่การอ่านเขาต่างกับเรามาก พวกเขา"เดินทาง"ไปซื้อหนังสือโดยตรงด้วยความตั้งใจที่จะอ่าน ถนนฉ่งฉิ่ง(เสียงราวๆ เนี้ย) อุดมไปด้วยร้านหนังสือ ห่างกันร้านล่ะ 10-30 ม. ความยาวของถนนไม่แน่ใจ แต่ผมเดินเข้าร้านหนังสือทุกร้านไปราวๆ กิโลกนึงกินเวลาราวๆ 3-4 ชม.ก็หมดแรง ทุกร้านมีราวๆ 5 ชั้นหนังสือเต็มทุกชั้นแต่น่าตกใจกว่าคือคนเต็มทุกร้าน....ที่นี่วัฒนธรรมการอ่านเขาก้าวหน้าจริงๆ ผมเคยได้ฟังจากซีเอ็ดมาเรื่องอัตราร้านหนังสือต่อจำนวนประชากรของไทยนั้นห่างกับประเทศอย่างใต้หวันอยู่ราวๆ 4-5 เท่าซึ่งถ้าดูจากตรงนี้ผมว่ามันมากกว่านั้น เพราะของเราเบาบางแล้วยังไม่อ่านแต่บ้านเขา "อ่าน" กันเป็นกิจวัตร ทั้งที่ค่าครองชีพที่นี่ไม่ได้ต่างกับกรุงเทพฯ เสียขนาดนั้น(ถ้าเทียบค่าเฉลี่ยทั่วประเทศคงห่างกันมาก) แต่ไอเดียต่างก็หลังจากที่ได้เห็นก็พุ่งกระฉูด แต่ปัญหาเดิมๆ ก็ตามมารุมเร้า บางทีเราอยากได้งานแต่ขาดคน บางที่เราอยากได้คนก็ขาดงาน (ปีนี้ผมตั้งเป้าเรื่องคนจะแก้ให้ตกให้จงได้) ในงานบุ๊คแฟร์คนน้อยจนแปลกใจ แต่เป็นตลาดที่ว่ากันด้วยเรื่องการขายลิขสิทธิ์ซึ่งน่าแปลกใจ เพราะไต้หวันเองก็เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ใช่ย่อยที่ไหน แต่ก็นั่นแหละแสดงว่าในบ้านเราก็มีทางเป็นไปได้ในเรื่องนี้เช่นกัน เนื่องจากในงานไปทำงานก็เลยไม่มีอะไรตื่นเต้นมาเล่านัก แต่ตกใจกับฮอลล์ 3 หรือจะเรียกว่าฮอลล์โอตาคุก็ได้นะ.....

            ก่อนไป ผมได้ข้อมูลมาก่อนแล้วว่าที่นี่ตลาดการ์ตูนญี่ปุ่นโตมากจนคาโดกาว่ามาเปิดสาขาด้วยตัวเอง แต่มาดูเอง โอ้....เอ่อ...เกินบรรยาย ที่นี่ คุ กว่าไทยมากนัก(แต่คุบ้านเขาแต่งตัวดีกันจนน่าแปลก เพราะหนาวล่ะมั้ง) แต่มองเห็นอยู่อย่างว่าคนที่นี่ยอมรับการ์ตูนในประเทศตัวเองพอสมควร มีสำนักพิมพ์การ์ตูนที่สร้างนิตยสารการ์ตูนไต้หวันอยู่หลายหัวพอควร ซึ่งแตกต่างกับบ้านเราที่ไม่ค่อยยอมรับหนังสือในประเทศตัวเองซักเท่าไหร่ คอนเทนต์ในหมวดนิยายของไต้หวันได้รับการยอมรับมากกว่านิยายแปลจากต่างประเทศ อืม...ไม่อยากหมดหวังกับตลาดในไทยก็ต้องพยายามกันต่อไป ได้พูดคุยกับเป้(หลายคนอาจจะไม่รู้จัก เขาคือนักเขียน เห้อ ยู่ หยวน ใน CXไงล่ะ) ที่มาประกอบอาชีพนักเขียนในไต้หวันก็บอกว่าที่นี่เขาก็เคี่ยวมากมาย เขียนการ์ตูนต้องคุยกับ บ.ก. อย่างหนัก เพื่อให้ได้งานที่นักอ่านอยากอ่าน แต่โชคดีที่เขาชินมาจากตอน CX เลยไม่ติดขัดอะไรมาก เฮะๆ บอกงี้ก็ปลื้มเหมือนกันแฮะ ตอนนี้เป็ก็เป็นนักเขียนขายค่อนข้างดีในไต้หวันแล้ว ช่วงล่าสุดเห็นว่าขึ้นอันดับท้อปในนิตยสารที่ลงอยู่แล้วก็คงจะจริงเพราะไปเดินดูร้านข้างนอกมา หนังสือรวมเล่มของเป้มีวางคู่กับการ์ตูนญี่ปุ่นดังๆ เลย ผมดีใจด้วยจริงๆ (แต่เป้ก็ไม่สามารถประกอบอาชีพนักเขียนอย่างเดียวได้ เพราะมันไม่พอกิน 555 แล้วแกทำทันได้ยังไงฟระ...) ผมนึกถึงสมัยที่นักเขียนในไทยบอกว่า CX เขี้ยวแล้ว...ก็ เศร้าใจนิดหน่อย

              การที่ได้มาเห็นอะไรหลายๆ อย่างก็ทำให้สมองทำงานเพิ่มขึ้นอีกมาก ผมคิดว่าบ้านเรายังขาดกอง บ.ก. การ์ตูนมากกว่านักเขียนอีกมากกกกกกกกก----- แต่ก็คงไม่แปลก "กอง บ.ก. ก็เหมือนลมไต้ปีกที่ได้แต่ดันให้นกบินขึ้นไปสู่ฟ้ากว้าง แล้วก็หอบตัวเองลงมาช้อนนกตัวต่อไป" เป็นคำพูดของ บ.ก.ดังคนหนึ่งตอนที่ผมไปเรียนทำหนังสือ ผมคงยังต้องทำงานแบบนี้ต่อไปอีกนานจนกว่าความฝันจะบรรลุ

ปล.ทิ้งท้าย ยินดีกับทีมงานทุกคนจริงๆ ปีนี้ได้รางวัล 3 เล่ม "มหันตภัยโลกร้อน" ได้รางวัลชมเชยจากรางวัลรักลูกอวอร์ด เล็กเอ๋ยและ เจ้าพวก3T พวกเจ้าเยี่ยมมากๆ  , "เจาะตำนานพญานาค" ได้รางวัลชมเชยจากกระทรวงศึกษาธิการ เออ...กุ๊กมันแจ๋ว 5555 และ "มหากาพย์กู้แผ่นดิน 3 "ในรางวัลเดียวกัน แกควบ 2 ปีซ้อนเลยมนตรี ส่วนเอ ลูกนี้แฮททริก 3 ปีซ้อน ยอดเยี่ยมมาก และอีกครั้งสำหรับทีมงานทุกคน พวกคุณยอดเยี่ยมจริงๆ รางวัลเหล่านี้เป็นรางวัลของทุกๆ คน

2007/Mar/22

อืมได้อ่านกระทู้น่าสนใจจากทาง

http://www.thaicomic.com/forum/viewtopic.php?t=3245&postdays=0&postorder=asc&start=0

(ขออภัยผมชอบเก็บกระทู้พวกนี้เป็นโปรไฟล์ความคิดเห็นของคนในวงการ) รู้สึกแปลกใจที่ฐานความมั่นคงของนักเขียนการ์ตูนมันต่ำขนาดนั้นเชียวหรือ ความจริงบทสัมภาษณ์นี้ผมได้อ่านมาก่อนนานแล้วและไม่ได้ติดใจอะไรจนมาอ่าน คคห. ต่างๆ ในกระทู้นี่แหละนะ จริงหรือที่นักเขียนจะเป็นอาชีพที่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น? จริงหรือที่นักเขียนจะอดอยากปากแห้งตลอดไป? จริงหรือคนทำงานเก่งจะไม่เลือกที่จะอยู่สายนี้? อาจจะจริงหรือไม่จริงที่ผมว่าใครก็คงยากจะตอบแต่ส่วนตัวแล้วผมไม่เชื่อ แต่จริงๆ แล้วเหล่านักเขียนต้องกลับต่างหากว่ากำลังต้องการอะไร แล้วจะพบว่ามันไม่ใช่ความห่างไกลหากคุณต้องการสิ่งเหล่านี้

หากว่าคุณต้องการการเขียนเพื่อได้เพื่อที่จะได้รับการยอมรับทางสังคมผมคิดว่ามีการ์ตูนมากมายที่ได้รับการยอมรับทางสังคมครับ การ์ตูนการเมือง, การ์ตูนนิทาน, การ์ตูนความรู้ (ล่าสุดการ์ตูนบันเทิงในหมวดวัยรุ่นก็พิสูจน์แล้วว่าสามารถได้รับการยอมรับทางสังคมได้ อีกทั้งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแรกในประวัติศาสตร์การ์ตูนไทยด้วย) หากคุณต้องการ "การยอมรับทางสังคม" จริงๆ ก็เขียนในสิ่งเหล่านี้ซิครับ หากคุณต้องการเงินก็มีการ์ตูนมากมายที่สามารถทำเงินได้ดยไม่ยากเกินไปเช่นกัน การ์ตูนภาพหลายแห่งก็จ่ายในราคาที่ใช้ได้ ยิ่งถ้าคุณคิดว่าฝีมือคุณดีพอล่ะก็ การเขียนบอร์ดให้กับภาพยนตร์ต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำรายได้ได้ดีมากๆ เช่นกัน และหากจะบอกว่าคนที่เก่งย่อมไม่เลือกที่จะอยู่ในสายนี้ผมยิ่งคิดว่าเป็นเรื่องตลกครับ ข้อนี้ผมคงไม่ต้องอธิบายล่ะมั้ง... เพียงแต่การทีนักเขียนจะเลือกสิ่งเหล่านี้มันแปลว่านักเขียนต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันมักจะแลกกับสิ่งหนึ่งที่จะสูญเสียไปคือความสุข

สิ่งที่ทำให้ผู้คนเลือกที่จะอย่กับชีวิตของตัวเองคือ "ความสุข" ความสุขของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แต่เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หรอกหากไร้ซึ่งความสุขโดยแท้จริง จะลำบากยากเข็นแค่ไหนคนเราก็จะใฝ่หาซึ่งช่องทางแห่งความสุข หากความสุขอันดับแรกของผู้คนคือการเขียนการ์ตูนเขาก็จะเลือกที่จะเขียนการ์ตูนก่อน ต่อให้ยากลำบากแค่ไหนก็จะเขียน แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสุขของผู้คนที่เปลี่ยนไปเนื่องด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เช่นความสุขแปรเปลี่ยนเป็นเงินก็จะค่อยๆ เบนเข็มของตัวเองออกไปจากวิถีนี้เข้าหาเส้นทางที่จะทำเงินแทนนั่นเอง และหากความสุขที่ต้องการคาบเกี่ยวกันบ้างมันอาจจะร่วมทางไปกันได้ แต่หากความสุขมันคาบเกี่ยวกันน้อยหลายคนก็เลือกที่จะทิ้งสิ่งนั้นไปเลยด้วยซ้ำเพื่อเดินไปหาเส้นทางแห่งความสุขื่ตนเลือก และแน่นอนว่ามันจะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อค้นพบว่าความสุขของตนเองคืออะไร หากเป็นเกียรติยศชื่อเสียง, บุญกุศล, ความเคารพยำเกรง เส้นทางมันก็ค่อยเบี้ยวออกไปนั่นเอง คนที่รักที่จะเขียนการ์ตูนแต่รักเงินมากกว่าก็อาจจะยอมทิ้งความสุขบางอย่างในการเขียนการ์ตูนแบบที่ตนอยากเขียนแล้วไปเขียนการ์ตูนที่สามารถหาเงินได้มากๆ นั่นเอง หรือแม้แต่นักเขียนหลายๆ คนที่เลือกที่จะไปเขียนภาพประกอบแทนก็เช่นกัน(ไม่นับในกรณีของเจ้าของบทสัมภาษณ์นะครับ เพราะทางนั้นเลือกสายภาพประกอบมาแต่แรกอยู่แล้ว)บางคนบอกว่าเพื่อปากท้องซึ่งจริงๆ แล้วก็เช่นนั้นแหละ เพราะความสุขของการกินอิ่มนอนหลับมีชีวิตที่สุขสบายเป็นความสุขที่อยู่เหนือการเขียนการ์ตูนอยู่ดีนั่นเอง หากสามารถทำความเข้าใจตรงจุดนี้ก็จะทำให้ไม่จำเป็นต้องรู้สึกหนักใจในเรื่องเส้นทางของตัวเองครับ ขอเพียงนักเขียนสามารถที่จะตอบตัวเองให้ชัดเจนว่าความสุขที่แท้จริงของตนเองนั้นคืออะไร แท้จริงในที่นี้ก็ต้องมองที่ความเป็นจริงนะครับ แต่หากความสุขของผู้คนอยู่ที่ "ความฝัน" นั่นล่ะแปลว่าเราต้องเหนื่อยอย่างแสนสาหัสเพื่อจะคว้ามีนมาอย่างแน่นอน เพราะมันยังไม่ได้อยู่บนโลกของความเป็นจริงยังไงล่ะ

จริงแล้วเรื่องของความสุขนี้เป็นสิ่งที่ผมได้ฟังมาอีกทีแต่เห็นว่าเหมาะสมดีที่จะจำกัดความกับบทสัมภาษณ์ที่พูดถึงตรงนี้ สำหรับส่วนตัวแล้วเป็นคนที่มีความโลภสูงมั่กๆ จึงอยากจะคว้าทั้งความสุขและความฝัน แต่มันก็ทำให้ผมต้องทำงานหนักจริงๆ น่ะแหละ ยิ่มาดูว่าบล็อกตัวเองมักจะอัพหลังเที่ยงคืนเสมอยิ่งบอกอย่างชัดเจนเลยน้อ เพราะว่าผมจะได้มาเปิดบล็อกของตัวเองตอนเลิกงานแล้วนั่นเอง ยิ่งตอนนี้แทบจะเรียกว่าทำงาน 7 วันนี่เป็นสิ่งที่ต้องมาถาม-ตอบตัวเองอยู่ตลอดเหมือนกันว่ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่หนอ แต่ช่างเถอะจรลีไปเข้านอนเพื่อไปคว้าความฝันของตัวเองต่อดีกว่าหนอ....

สุดท้ายแอบห้อยคลิปโปรโมทมหากาพย์กู้แผ่นดินเอาไว้หน่อยดีกว่า

http://www.youtube.com/watch?v=KuwpTYNDe74