จั่วหัวอย่างมั่วแต่แอบมาเขียนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่าน ได้อ่าน Dragon Youth แมกกาซีนการ์ตูนไต้หวันของชาวไต้หวัน(เหมือนไทคอมมิค) แล้วตกใจ งานคุณภาพระดับเดียวกับจัมป์แต่ บก.ใหญ่ของตงลี่บอกว่าคุณเป็นส่วนที่ขาดทุนของ สนพ.ย้อนกลับมาดูการ์ตูนไทยในบ้านเราคุณภาพห่างเขาอีกกระบุงโกยตอบในใจว่าสงสัยทางนี้คงไม่ใช่ทางที่ถูกจริงๆ แหละ บางทีการที่เราจะทำการ์ตูนไทยให้โตไปได้มันอาจจะต้องมีมากกว่าแค่คำว่า "งานดี" แถมไปสัมนากับ Se-ed เรื่องธุรกิจหนังสือในปี 2009 ที่มีแต่สัญญาณที่เลวร้ายแล้วชวนระเหี่ยใจ แต่ระเหี่ยใจว่าตลาดรวมปีนี้คงตกแค่นั้น ในด้านการงานของตัวเองปีนี้สบายใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

          การ์ตูนของอีคิวพลัสหลายเรื่องมีแนวโน้มจะขายลิขสิทธิ์ออกไปได้ในจีนและไต้หวัน(รวมไปถึงการินปริศนาคดีอาถรรพ์ด้วย) เล่นเอาผมเป็นปลื้มยิ้มไม่หุบไปอาทิตย์นึง (นี่ถ้าเซ็นต์สัญญาไปแล้วสงสัยไม่ต้องมาทำงานทำการพอดี) ปีที่แล้วผมพูดไว้ การขายลิขสิทธิ์นั้นไปได้แน่ขอแค่มีก้าวแรก และตอนนี้มันเป็นก้าวที่สองแล้วด้วย เป้าหมายต่อไปคืองาน Bologna Children Bookfair ที่อิตาลี่ งานนี้ไม่ไปเองแต่ฝากชะตากรรมไว้กับเพื่อนรวมงานที่เจนสนามไว้อย่างดี เราก็คอยยิ้มแก้มตุ่ยฟังผลหลังสิ้นเดือน
          ปีนี้ออกงานใหม่ช่วงนี้อีก 2 ตัวมองดูแล้ว เหอ เหอ เรายังทำการ์ตูนความรู้อยู่หรือเปล่าหว่า?


แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นผลสำเร็จอีกก้าวหนึ่งจากการผสานความรู้กับความสนุกเป็นเนื้อเดียวกันจนเกือบสมบูรณ์ "โซลมาสเตอร์ - นักรบภูตอารยธรรม" ผมมั่นใจ คนเขียนสนุก คนอ่านสนุก และได้ความรู้   แบบนี่แหละที่รอคอย ยังมีโปรเจ็คต์อื่นๆ อีกหลายตัวที่จะตามกันมา แต่ให้ตายเหอะผมทรมานใจจริงๆ ที่ทำไม่ทันเพราะนักเขียน "ไม่พอ" ฟังดูเหมือนเรื่องตลก ที่นี่มีนักเขียนมากกว่า 40 คนแล้วยังไม่พอทำงาน แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ใครผ่านทางมาอ่านแล้วเป็นนักเขียนสนใจในแนวทางของเรา อยากให้ลองมาคุยกันดูมั่งจัง "อีคิวพลัสสร้างโลกความรู้ด้วยความสนุก"

เอนทรี่นี้ผมว่ามากล่าวเพื่อตามหานักเขียนจริงๆ นะ เรามีโครงการอีกหลายงานแต่เราต้องการนักเขียนอีกจำนวนมากที่จะมาร่วมสร้างสิ่งเหล่านี้

edit @ 27 Feb 2009 16:07:19 by Aha301

      เหมือนว่างแต่จริงๆ กำลังเคลียร์งานท้ายปีอยู่จนมาโพสต์เรื่องนี้ช้าไปเดือนแล้ว เอนทรี่นี้คงไม่มีอะไรมากนักนอกเหนือไปจากเอาโปรเจ๊คท้ายปีมาลง www.eqplusmag.com ฟอร์มอยู่ 4-5 เดือนกว่าจะได้ปล่อย ตอนนี้มีแต่แผนเต็มหัวไปหมด แต่ไม่มีแรงจะทำ (คือจริงขี้เกียจมากกว่ามั้งเพราะหัวกำลังไหลๆ) แต่ต้นปีคงต้องมาใช้แรงเคลียร์งานคั่งค้าง (จริงๆ ก็ตอนนี้ด้วย) ก่อนล่ะ

      พิมพ์แล้วก็ขอเขียนถึงโปรเจ๊คนี้ซักนิด เพราะอยากทำแมกกาซีนการ์ตูนความรู้เด็กตามแนวความคิดใหม่ที่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจาก "อ่านความรู้ด้วยความสนุก" เป็น "สร้างโลกความรู้ด้วยความสนุก" ทำให้รู้ได้เลยว่าปีหน้างานเข้าแน่ๆ แต่พึ่งเลี้ยงปลายปีไป เห็นเพื่อนๆ น้องๆ ในออฟฟิซทุกคนแล้วรู้สึกดีใจ แม้ปีหน้าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจเผาจริงแต่ก็รู้สึกได้ว่าพวกเราไปได้แน่ๆ ในเมื่อทุกๆ คนในออฟฟิซยังเปี่ยมด้วยกำลังใจขนาดนี้ เราเองก็คงมัวขี้เกียจอยู่ไม่ได้แน่ๆ

        แมกกาซีนเล่มนี้ อัพเดทข่าวทุกวัน อัพเดทการ์ตูนทุกอาทิตย์ อัพเดทคอลัมน์ความรู้และปกทุกสองสัปดาห์(ตามที่คาดการไว้อ่ะนะ แต่จริงๆ คงขึ้นอยู่กับแรงคนอัพ) ทีมงานยังมีกันกระจิ๋วหลิว แต่นึกย้อนไปยังดีกว่าสมัยทำเว็บ www.cartoon.co.th อีกนิดหน่อย แหม...แอบเอาแผนตอนนั้นมาดูแล้วอายตัวเองจังแฮะ
        ผมเชื่อว่าเว็บ อีคิวแมกนี่ก็น่าจะเป็นหน้าต่างอีกบานหนึ่งที่ทำให้คนอื่นๆ รู้ว่าอีคิวพลัสนั้นคืออะไร ทำอะไรอยู่ และมีแนวทางอย่างไรมากขึ้น ใครได้ลองเข้าใช้แล้วมีคอมเม้นต์อะไรบอกได้นะ แต่จะกลับมาแก้ไขหลังหยุดปีใหม่นะ อันนี้ปกเล่ม 3 ก่อนอัพเดทจริงวันที่ 1 มกราคม 2552

 ปล.ช่วงท้ายปีเห็นคนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องราคาการ์ตูน ที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามราคาน้ำมันมั่ง ราคากระดาษกันมั่ง รวมไปถึงมุมมองของนายทุนในการลงทุนทำ สนพ.การ์ตูนที่กลายเป็นนายทุนหน้าเลือดที่ไม่สนใจคนอ่านกันมากขึ้น ผมเลยนึกถึงช่วงที่ผมเขียนเอนทรี่เรื่อง "การ์ตูนไทยธุรกิจ" ไว้หลังปีใหม่มีเวลาจะมาเขียนเรื่อง "สนพ.การ์ตูนธุรกิจ โลกที่จูนติดมั่งไม่ติดมั่งของนักอ่านกะนายทุน" มั่งดีกว่า

edit @ 29 Dec 2008 16:42:10 by Aha301

                  พระเจ้าช่วย จริงๆ ผมอยากมาเขียนบล็อกเรื่องที่ตกค้างไว้คือผลงานลิขิตจอมนครา ผลงานใหม่ของ Dim-Sum Studio ซึ่งทำงานสั่งสมบ่มเพาะกันมาสามปี  ปรากฏว่าผมต้องเขียนถึงเรื่องสมรภูมิในแวดวงการ์ตูนเด็กที่แม้แต่ค่ายใหญ่ๆ อย่างแจ่มใสและแปลนก็โดดลงมาร่วมวงไพบูลย์ไปด้วยกับการ์ตูนความรู้จากเกาหลี อืมนะ....ตลาดมันแดงเทือกอยู่แล้วจะเอากันขนาดไหนล่ะนี่ เรียกได้ว่าเหล่าเพลเยอร์หลักๆ ลงมาจนแน่นเรียบร้อยตั้งแต่บริษัทจัดจำหน่ายยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งและสองอย่าง ซีเอ็ดและอมรินทร์ สำนักพิมพ์หนังสือเด็กอันดับท้อปของบ้านเราอย่างนานมีบุ๊คและแปลน สำนักพิมพ์นิยายวัยรุ่นอันดับหนึ่งในปัจจุบันอย่างแจ่มใส (ผมยังไม่ได้นับเพลเยอร์อื่นๆ ที่ไม่น้อยหน้าใครไม่ว่าจะเป็นสกายบุ๊ค, กบนอกกะลา, เนชั่น, สยามอินเตอร์คอมมิค หรือเพลเยอร์เจ้าเล็กๆ อื่นๆ อีกมากทั้งที่ยังอยู่หรือโยกย้ายออกไปแล้ว) คือมันกลายเป็นตลาดที่การแข่งขันมันสูงมากจนผมแปลกใจจากวันแรกที่ไม่เคยเห็นใครแต่ตอนนี้แดงฉานกลบไปด้วยเลือดของสงครามไปแล้วเรียบร้อย จนต้องกลับมามองดูตัวเองว่ายังยืนอยู่ที่นี่ไดัยังไงหว่า มองโลกในแง่ดี เรื่องนี้คง "ค่อยๆ" ทำให้ผู้ใหญ่ที่ซื้อหรือเด็กที่เติบโตจากวันนี้ยอมรับกระแสการ์ตูนกันได้มากขึ้น มองในแง่ทั่วไป เหนื่อยยยยยยเว้ย งานเข้าอีกตามเคย มองในแง่ร้าย เลิกทำมันซะดีมั้ยฟระ.... ผลของการตัดสินใจจะเป็นยังไง อนาคตเท่านั้นที่จะเห็น แต่วันนี้ไม่ใช่แค่ 5-6 คนอย่างเมื่อก่อน ที่ตอบตัวเองได้ง่ายๆ ว่าจะโยกย้ายไปไหน เหนื่อยแล้วพเถอะ แต่เป็นบริษัทและเหล่าเพื่อนพ้องรุ่นพี่รุ่นน้องอีก 50 คน ที่ทำให้เราคงถอดใจไม่ได้ บางคนว่านี่มันก็คือการขึ้นหลังเสือ ถ้าควบมันไปตลอดไม่ได้ ตอนที่คิดจะลงน่ะมันเจ็บหนักแน่นอน เอาเถอะสภาพแบบนี้เศรษฐกิจแบบนี้เราจะบ่นอะไรไปได้ล่ะ (รอดูสิว่ายังจะมีอีกมั้ยที่จะขยับตัวลงมาร่วมสมรภูมินี้อีกน่ะ)

                   เอาล่ะบ่นเสร็จแล้วมาว่ากันที่จุดประสงค์หลักซักที ว่าจะเขียนถึงนานแล้วล่ะ แต่ดันติดธุระบ้าๆ บอๆ จนกว่าจะได้อัพเดทบล็อกนี่ก็เกือบจะจบงานสัปดาห์ไปแล้วด้วยซ้ำ งานของ Dim-Sum Studio ชิ้นใหม่หลังจากห่างหายจากวงการไปนานหลังจากการเขียนดั่งดวงหฤทัย กับลิขิตจอมนครา งานนี้เป็นงานที่โดยส่วนตัวรู้สึกได้ว่าผลงานมันก้าวหน้าไปกว่าสมัยก่อนมากๆ ทั้งลายเส้นและรูปเล่ม(รวมไปถึงระบบการทำงาน) การเก็บข้อมูลโดยการเดินทางไปยังสถานที่จริงอย่างนครวัตรนครธมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่อยากทำก็ทำได้ง่ายๆ ซึ่งมันทำให้ทีมงานรู้สึกมุ่งมั่นและภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มากๆ แหะๆ ผมแค่นึกถึงตอนหิ้วกล้องวิ่งไปถ่ายนู่นถ่ายนี่รวมกันหลายสิบกิ๊กนี่ เหงื่อก็ซึมออกมาซะแล้ว งานนี้ออกด่วนก่อนในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ตั้งแต่ต้นงาน และจะเริ่มวางจำหน่ายพร้อมกันทั้งตลาดบนตลาดล่างหลังงานสัปดาห์พร้อมสายคาดและสีชมพูสะท้อนแสงอันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดิม อิอิ แค่นึกก็สนุกแล้ว เหมือนเดิมครับใครผ่านมาอ่านหรือใครได้อ่านไปแล้วมาฝากคอมเม้นต์ไว้ที่นี่ได้ คำวิจารณ์เป็นสิ่งที่ทีมงานต้องการอยู่เสมอ โดยเฉพาะคำติเตียน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เราเติบโตไปข้างหน้าเสมอๆ (จนบางคนบอกว่าที่นี่เป็น สนพ.ที่โดนด่าต่อเนื่องเลยตั้งกะทำคอมมิคเควสท์ และเราก็ภูมิใจจริงๆ นะที่พอเรามองย้อนกลับไปแล้วเราเติบโตขึ้นมาเสมอๆ และคำติเตียนคำด่าพวกนั้นก็เป็นส่วนสำคัญที่ผลักให้เรามาอยู่ตรงนี้ พอมองย้อนกลับไปแล้วผมถึงเข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดว่า "ยาน่ะมันขมนะ" )

 

ปล.งานหนังสือเหลือไม่กี่วัน ผมคงต้องไปสอยหนังสือของตัวเองบ้างแล้วหลังจากปล่อยปละตัวเองมาซะนาน