เมื่อเดือนเมษาฯ ที่ผ่านมาผมเขียนบันทึกให้ตัวเองเรื่องของความฝันที่อยากจะนำการ์ตูนไทยสู่ตลาดโลก ตอนนี้เดือนกันยายนก่อนที่จะเข้าสู่งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติของปี 2008 ก็ไม่อยากเชื่อว่าเราได้เหยียบก้าวแรกของความฝันแล้ว เมื่อผลงานของ สนพ.สามารถขายออกไปยังต่างประเทศได้แล้วเป็นเรื่องแรก และสำหรับตัวผมก้าวแรกนี่แหละคือสิ่งที่บอกว่าก้าวต่อไปจะต้องทำได้อย่างแน่นอน ผมอยากจดจำความรู้สึกตอนนั้นไว้จึงมาเขียนไว้ในบล็อกของตัวเองอีกครั้ง
                
                 เมื่องานหนังสือเด็ก ผมที่ยืนในฐานะโปรดิวเซอร์ของโปรเจคท์การ์ตูน "การินปริศนาคดีอาถรรพ์" ซึ่งเป็นผลงานที่ผ่านการคิดหลายขั้นตอน รู้สึกดีใจมากที่ในงานหนังสือเด็กผลงานเรื่องนี้มียอดขายทำลายสถิติของผลงานที่เคยออกในงานนี้ และยินดียิ่งกว่าเมื่อผลงานเรื่องนี้วางขายไปยังไม่ครบเดือน เราก็ได้รับการติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เข้ามา สามภาษา สองประเทศ แม้การขายนอกงานในส่วนของตลาดแผงการ์ตูน ดูจะยังไม่ถูกพูดถึง แต่ในส่วนของตลาดร้านหนังสือใหญ่กลับได้รับเสียงตอบรับเข้ามามากมาย และส่วนใหญ่(แทบจะเรียกว่าทั้งหมดจริงๆ) พวกเขาชอบ!!.....จริงๆ ผมก็พอเข้าใจที่ตลาดแผงการ์ตูนนั้นมีภาพของการอคติต่อการ์ตูนไทยสูงกว่าแผงตลาดร้านหนังสือใหญ่ๆ ซึ่งก็รวมไปถึงพื้นฐานราคาที่แตกต่างกันด้วย แต่ก็หวังว่าผลงานนี้คงไม่ทำให้คนที่ซื้อไปรู้สึกผิดหวัง ปีนี้เราเซ็ทโปรเจคท์มากมายโดยเริ่มมองไปที่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพราะจากการที่ไปชิมลางมาทั้งฮ่องกงและไต้หวัน จนกระทั่งผลงานล่าสุดที่เหยียบบันไดความฝันก้าวแรก ผมมั่นใจแล้วเราไปได้แน่ๆ !! ต้นปีหน้าเราจะฟิตและลุยขึ้นเวทีกันอีกยก

                 มาว่ากันที่เรื่องโปรเจคท์ในเดือน กันยาฯ-ตุลาฯ บ้าง เดือนตุลานี้ยกกำลังผลครั้งใหญ่ลงลุยงานสัปดาห์ สองสำนักพิมพ์เกือบยี่สิบปก(มั้ง...จำตัวเลขไม่ค่อยได้) มีโปรเจคต์ใหม่ หลักๆ 3 ตัว ทั้งเด็กวัยรุ่นและวัยโต ชนิดว่าทุ่มกันลืมตายได้เลย แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีวิกฤตต่อเนื่องในเรื่องของการเมือง จนกระเทือนไปเสียทุกเรื่อง (รวมไปถึงเรทติ้งที่แทบไม่คืบหน้าไปไหนเลยซักนิด) เป็นใบบุญล่ะมั้ง ที่เราไม่เคยพึ่งพาหรือรอความหวังจากคนอื่นๆ ไม่ว่าจะภาครัฐบาลหรือรัฐวิสหกิจหน่วยไหน ก็เลยคงพอลุยผ่านไปได้ ซึ่งโปรเจคต์ในเดือนนี้จะเป็นหัวหอกชุดแรกของการลุยตลาดโลกในปีหน้า ก่อนที่จะไปถึงอีกโปรเจคท์(หรือหลายๆ โปรเจคท์) ที่อยู่ที่เดือนเมษาฯ ปีหน้า
                  การินปริศนาคดีอาถรรพ์ นิยายฉบับที่ 2 และการ์ตูนฉบับที่ 3-4 ต่อเนื่องจากเดือนกรกฎาคม แม้จะมีติดขัดออกช้าไปกว่ากำหนดพอควรแต่ก็ยกนิ้วให้กับทีมงาน Black Tohfu ที่ตะลุยบู๊ 4 วัน 50 หน้าต้นฉบับในช่วงปิดเล่ม เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจในทีมงานอย่างแท้จริง กับชื่อตอน "ความทรงจำในซากดอกไม้ - The Sorrow of Blue Memory(ฉบับนิยาย)" และ "ขบวนภูตป่าอาถรรพ์ - The Carnival of Howling heads(การ์ตูน)" ใครมีโอกาสได้อ่านมาทิ้งคอมเมนต์ให้ผมบ้างก็ขอบคุณมาก เรื่องนี้จะวางปลายเดือน กันยาฯ - ต้นตุลาฯ โดย พูนิก้า สำนักพิมพ์

   

( หวาปกนิยาย ยังเป็นตัวไม่สมบูรณ์แฮะ)
             อีกชุดกับคอนเซ็ปท์ ความสนุกความรู้เต็ม MAX !! "ไดโนฟาร์ม - ผ่าพันธุ์สัตว์ล้านปี" การ์ตูนความรู้สัตว์โลกล้านปี และ "พิชิตศาสตร์มังกรดราก้อนแคปเตอร์" การ์ตูนความรู้ของ E.Q.Plus ที่ผนวกกำลังผสานความรู้ความบันเทิงให้หนักยิ่งกว่าที่เคย Blog นี้อาจจะไม่มีแฟนประจำ E.Q.Plus มาอ่านนักแต่เผื่อผ่านตาก็คอมเม้นต์ได้นะ

              อีกชุดที่จะเปิดตัวในงานนี้กับผลงานที่ขออุบปกเป็นความลับไว้อีกนิด(จริงๆ คือยังทำปกม่ายเสร็จ) แต่ถ้าใครเคยอ่าน "ดั่งดวงหฤทัย" และเป็นแฟน Dimsum-Studio มาก่อนล่ะก็งานมีกรี๊ดแน่นอน กับผลงานเรื่องยาวขนาดสั้น (งงมั้ย?) "ลิขิตจอมนครา" ไว้ไปรอดูกันในงานเลยละกันนะ ที่เหลือผลงานต่างๆ ก็ยังคงออกต่อเนื่องทั้งนิยายและการ์ตูนอีกหลายๆ เรื่อง

ปล.ตอนที่ผมรู้เรื่องการติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ ผมดีใจมาก แต่สุดท้ายผมก็จำความรู้สึกนั้นไม่ได้แล้ว(แม้จะเขียนเอนทรี่นี้จบแล้วก็ม) หวังว่าผมคงนึกมันออกอีกครั้งตอนที่ผลงานของ สนพ. ได้ขายออกไปอีกหลายๆ เรื่อง

           โยโฮ่ๆๆๆ กำลังจะหมดช่วงงานแล้วหลังจากหลังขดหลังแข็งบู๊งานถึงตี 2 มา 3 อาทิตย์ก็ได้เวลาเปิดตัวผลงานล่าสุดของ สนพ. กันเสียที จากที่เลทมาจากงานสัปดาห์หนังสือมาตั้ง 3 เดือน

            ปีนี้งานหนังสือเด็กได้มีการจัดคอนเซ็ปท์ Comic Fest เพื่อเพิ่มเติมสีสันให้กับตัวงาน ซึ่งมีโต้โผแม่งานใหญ่จากทาง NED ที่เข้ามาจัดการงานได้อย่างน่าสนใจ แต่ก็คงต้องไปลุ้นกันนิดกับเหล่านักเขียน โดจินที่พึ่งผ่านสมรภูมิคอมิกปาร์ตี้กันมาว่าจะมีแรงส่งออริจินัลมาลงกันใหมนะ แต่สงสัยอาจเหนื่อยหน่อยเพาะแว่วข่าวมาว่าที่งานคอมิคปาร์ตี้สินค้าปล่อยไม่ออกกันยกใหญ่ทีเดียว

            จริงๆ มาเขียนเอนทรี่นี้ก็รู้สึกว่าเป็นนิมิตันดีที่วงการการ์ตูนได้รับการยอมรับกันมากขึ้น การพูดคุยกันในกลุ่มสมาคมผู้จัดพิมพ์ ( PUBAT ) ก็ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับหนังสือหมวดนี้มากขึ้น และยังเกิดการกระตุ้นจากสถาบันต่างๆ มากมาย ปีนี้ ศิลปากร, สถาบันการ์ตูนไทย(มูลนิธิเด็ก), และยังได้ยินว่ามีลาดกระบังด้วยก็สนใจเข้ามาแจมในหมวดกิจกรรมรวมด้วยเช่นเดียวกัน ไม่รู้เมือนกันว่าจะมีจังหวะให้เหล่านักเขียนการ์ตูนไทยดังๆ มาปรากฏตัวมากน้อยแค่ไหน แต่เดาว่าเราก็คงมีอกาสได้เห็นได้เจอกันหลายคนแหละน่า โดยเฉพาะที่สังกัดอยู่กับทางมูลนิธิเด็ก แต่จะได้เจอคนเขียน EXE หรือ อภัยมณีซาก้าใหมอันนี้ก็สุดแล้วแต่ความยุ่งของทีมนั้นล่ะน้า....

            ปีนี้หลังจากลุยงานนิยาย Black Fantasy มาครึ่งปีก็ได้จังหวะ (ซักที) เปิดตัวคอนเซ็ปท์โปรดักต์ชิ้นใหม่กันบ้าง หลังจากปั้นกันมาพักหย่ายๆ ซึ่งต่อจากนี้ก็คงมีโครงการต่อเนื่องกันในปีนี้อีกหลายเล่มทีเดียว กับโปรเจ็คต์ "การ์ตูนคู่นิยาย" ซีรีย์ การิน:ปริศนาคดีอาถรรพ์ ซึ่งวางจำหน่ายพร้อมกัน 2 เวอร์ชั่น นิยาย 1 คดี ( เล่มเดียวจบ) การ์ตูน 1 คดี( 2 เล่มจบ) โดยนิยายสามารถหาซื้อได้ตามร้นหนังสือชั้นนำประเภทนายอินทร์ , ซีเอ็ด ส่วนการ์ตูน จัดจำหน่ายทั้งตลาดร้านใหญ่และร้านแผงหรือตามร้านขายการ์ตูนทั่วไปนั่นแล

  
เรียงลำดับนิยายการ์ตูน
การิน:ปริศนาคดีอาถรรพ์ - พิธีเปลี่ยนชีพ (เล่มเดียวจบ)
การิน:ปริศนาคดีอาถรรพ์ - คืนลอยกระทงสีเลือด ( 2 เล่มจบ)
                 ซึ่งทั้งสองแบบเป็นคนล่ะตอนกันภายใต่คอนเซ็ปท์ อ่านอันไหนก็สนุกอ่านคู่กันสองเวอร์ชั่นสนุกเป็นทวีคูณ เรื่องราวของ ชายหนุ่มผู้หลงไหลศาสตร์มืดมนต์ดำแต่ไร้ซึ่งสัมผัส กับหญิงสาวผู้อยากเป็นคนธรรมดาแต่กลับมี "ญานอาถรรพ์" และเมื่อทั้งสองคนเดินทางมาพบกันมันจึงเกิดเป็น "คดีอาถรรพ์" แฟนตาซีไทยอิงกลิ่นสืบสวนนิดๆ ผสมกับรสชาติแบบการ์ตูนสยองขวัญ ไปลองสัมผัสกันดูนะครับ ผลงานนี้รังสรรค์โดยฝีมือทีมนักเขียน BLACK TOHFU ในสังกัด สนพ.พูนิก้า
               แถมชุดนี้วางจำหน่ายมีสินค้า LIMITED EDITION อีกรูปแบบด้วยมากับกล่อง BOXSET และ PREMIUM ITEM อีกนิดหน่อย


หน้าตาสินค้าจำกัดจำนวน

          สุดท้ายก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวางจำหน่ายแล้วจะเป็นไง ใครสนใจอีกก้าวหนึ่งของการ์ตูนไทยฉีกสไตล์จาก อีคิวพลัสที่ทำๆ กันก็ลองแวะไปดูในงานละกัน เพราะสินค้าวางจำหน่ายในงานก่อน แถมในบู้ทจะสินค้าจาก GUEST เราคือ LUCKPIM และ TKO (เจ้านี้ถ้าไม่ผิดพลาดอ่ะนะ) ด้วย

ปล.สุดท้าย สนพ.ฝากข่าว ทั้ง E.Q.PLUS และ สนพ.พูนิก้า กำลังรับสมัครนักเขียนการ์ตูนเพิ่มเติมอยู่ แถมทางพูนิก้ากำลังรับ Ghost Writer อีกด้วย ใครสนใจก็ติดต่อดูละกันนะ

แล้วพบกันในงานหนังสือเด็ก 16-20 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ นะครับ

edit @ 10 Jul 2008 18:18:03 by Aha301

       เอ้อ...โทษทีพอดีพึ่งไปเห็นว่ามีกระทู้แบบนี้ที่นี่ http://www.thaicomic.com/forum/viewtopic.php?t=8208&start=30  เดี๋ยวจะพาลเข้าใจไปกันว่าผมมาอ้างปกป้องสำนักพิมพ์ที่ราคาการ์ตูนแพง หรือบางคนเขียนว่าอย่างไรคนไทยก็จนไม่พอซื้ออยู่ดี ขอแบ่งต่อสองประเด็นละกัน

       เรื่องราคา ไม่ต้องห่วงเลย ขอเพียง "ไม่มีสงครามราคา" (Price War) เราจะไม่รู้สึกเลยว่าแพง คำว่าแพงส่วนมากเกิดขึ้นเพราะมีของถูกมาเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่เคยเห็นของถูกเราก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้นี่แพง ยกตัวอย่างเช่นที่มีคนพูดเรื่องเกมลิขสิทธิ์ สมัยก่อนที่จะมีระบบแผ่นก๊อปปี้ ราคาตลับแฟมิคอมอยู่ที่ 800-2500 คนเราก็เคยผ่านมาแล้ว ตอนนั้นตลาดเกมก็เติบโตดี แต่พอแผ่นเกมราคาถูกลงกลายเป็นแผ่นก๊อป ถามว่าตลาดเกมโตขึ้นหรือชะงัก? ลองไปดูนะครับ ประเทศไหนแผ่นก๊อปอะไรขายดี ประเทศนั้นๆ ไม่พัฒนาเรื่องนั้นต่อแน่นอน และเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับประเทศไทยทั้งสองวงการ อันแรกคือตลาดซอฟแวร์เฮาส์ที่ "ตายไปเลย" ประเทศไทยหมดสิทธิ์สร้างตลาดนักเขียนโปรแกรมต่างๆ ขึ้น ทุกคนต้องวิ่งเข้าไปหาบริษัทใหญ่ที่มีงานซัพพอร์ตจำกัด ก็ทำให้มันไม่โต รู้ใหมเมื่อก่อนบ้านเราก็มีบริษัมผลิตเกมเหมือนกันครับ สมัยที่เครื่อง MSX ยังขายได้ มีบริษัทที่ผลิตซอฟแวร์เกมป้อนให้พวกนี้อยู่เหมือนกัน แต่พอราคาแผ่นมันก๊อป ใครก็ลงมาสู้ด้วยไม่ได้ก็ "ตาย" ไปตามกาลเวลา
      ถ้าตลาดเกมยังเป็นของแท้อยู่ คนไทยจะมีโอกาสขึ้นมาพัฒนาแข่งขันอยู่บ้าง ด้วย "ต้นทุนที่ถูกกว่าจริงๆ" อันนี้ไม่ใช่สงครามราคานะครับ แต่เพราะเราสามารถผลิตด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าจริงๆ ได้ต่างหาก คิดง่ายก่อนหน้านี้หลายปีเราทำเกมภาษาไทยได้ที่ราคา 800 บาท ซึ่งถ้าขายได้ในราคานี้จริงๆ บริษัทไทยยังมีโอกาสผลิตได้ครับ แถมเกมเป็นภาษาไทยยิ่งมีโอกาสสร้างตลาดในประเทศได้สูงกว่า ถ้าเกมต่างประเทศเข้ามาที่ราคา 1500-2000 ผลคือสามารถทำให้ตลาดเติบโตด้วยการแข่งขันที่คึกคักและการแข่งขันแบบนี้จะ "ดึง" ให้ฐานตลาด(ลูกค้า) เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ สรุปคืออาจมีโอกาส "รอด" ทั้งตลาด

     เอ๋? แล้วเกี่ยวไรกับเงินในกระเป๋าของลูกค้า มันจะเพิ่มขึ้นได้ไง? อันนี้ต้องดูเป็นมวลรวมทั่วประเทศ เพราะถ้าธุรกิจนี้เติบโตจะเป็นการสร้างมวลรวมรายได้ทั่วประเทศขึ้นครับ เพราะอาชีพนักเขียนโปรแกรม นักเขียนเกม คาแรคเตอร์ดีไซน์ อิลลัสเตรเตอร์ จะเกิดตามมาเป็นทอดๆๆๆๆ ยิ่งตลาดนี้เติบโต อาชีพเหล่านี้ก็จะยิ่ง "มีเงิน" และเงินของพวกเขาที่เพิ่มขึ้นก็เป็นตัวหนุนให้เขาจ่ายย้อนกลับไปที่ธุรกิจที่เขารักและดันให้มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
    และยิ่งธุรกิจของพวกเขาเติบโต "ประเทศ" ก็จะมีเศรษฐกิจที่ดี และมันส่งผลต่อราคาสินค้าหรือแม้แต่รายได้ในกระเป๋าของคนไทยทุกคนแน่นอน
    
     "จำไว้ข้อหนึ่งครับ ยิ่งคุณสนับสนุนของเถื่อนมากแค่ไหน คุณกำลังทำร้ายอนาคตของใครซักคนหนึ่ง หรือบางทีมันอาจเป็นอนาคตของตัวคุณเองด้วยซ้ำ" ผมไม่แมนขนาดพูดว่าผมจะเลิกใช้ของเหล่านี้ได้ แต่ผมมักพูดเสมอๆ ในพันทิพย์ว่าจะใช้อย่างไรก็ขอให้นึกถึงคำนี้ไว้ในใจตลอดด้วย ซึ่งมันก็ช่วยให้ผมพยายามเจียดซื้อของลิขสิทธิ์ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

     เช่นเดียวกับวงการการ์ตูนครับ ราคาการ์ตูนที่ 45 บาท กดดันให้คนที่พยายามดิ้นรน ทำอย่างไรก็ยากมากๆ ที่จะเกิดในวงการนี้ เพราะมันบีบให้ทุกๆ อย่างในวงการราคาต่ำเตี้ยกันไปหมด มันก็ลูปเดียวกันครับ สมมุติราคาการ์ตูนในบ้านเราแพงพอควรเสียตั้งแต่ต้น เด็กไม่เลิกอ่านหรอกครับ แต่เขาจะคัดสรรมากขึ้นแต่มันจะสร้างโอกาสแข่งขันในวงการมากขึ้น การแข่งขันมากตลากก็คึกคัก สมมุติปัจจุบันในวงการมี นักเขียนรวม บ.ก.การ์ตูนอยู่ซัก 100 คน ต่อ 6-7 สนพ. แต่ถ้ามันมี 40-50 สนพ.ล่ะมันจะเพิ่มโอกาสให้คนที่เข้ามาในวงการมากขึ้นใหม? หรือต่อให้ สนพ.เท่าเดิม แต่ถ้ารายได้มันสามารถทำให้ สนพ.เติบโตจนรับคนเพิ่มได้ล่ะ? มันจะเกิดอะไรขึ้นอีกใหม?  แต่เชื่อได้ว่าถ้าโอกาสใกล้กันคนไทยเลือกสร้างเอง พัฒนาเองมากขึ้นแน่นอน? แต่สภาพปัจจุบัน กอง บ.ก.เองใน สนพ. ต่างๆ ก็หืดขึ้นคอกันหมดด้วยรายได้ที่จำกัดจำเขี่ยของราคาหนังสือ นักเขียนไทยอยากจะเกิดเจอราคาหน้าแผงเข้าไปก็สะอึกแล้วครับ....

     แต่ราคาการ์ตูนจะทำให้คนอ่านน้อยลง ตอบก่อนนะครับว่า "ไม่เชื่อ"(จริงหรือไม่นี้พูดตรงๆ ว่าไม่รู้) จากที่ผ่านมากลไกของตลาดจะบีบให้มันรอดแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้นเอง คุณอาจจะได้เห็น "ร้านเช่าการ์ตูนแบบลิขสิทธิ์" จริงๆ หรือรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย( ในญี่ปุ่นและไต้หวันมีแมกกาซีนรวมเล่ม, รวมเล่มฉบับราคาถูก ใครไม่เคยเห็นลองไปหาดูครับเป็นการแก้ปัญหาแบบหนึ่งรูปแบบรวมเล่มแบบราคาถูก ) หลายคนมักชอบอ้างว่า "เด็กๆ จะเอาเงินที่ไหนซื้อ" ตลกดีครับ ผมได้ยินคนที่พูดแบบนี้น่ะวัยรุ่นทั้งนั้น เพราะหนังสือในหมวดเด็กแท้ๆ แพงกว่าการ์ตูนวัยรุ่นมากมาย แต่แค่ตลาดวัยรุ่นของเรายังไม่สามารถยกภาพให้คู่ควรต่อการเป็นสินค้าราคาแพงได้ก็เท่านั้น ( คนพูดส่วนมากสามารถจ่ายค่ามือถือเดือนล่ะ 1000 ค่าเกม เดือนล่ะ 600 ได้แทบทั้งนั้น ) แน่นอนจะมีคนที่เสียโอกาสไปบ้าง ผมยอมรับในข้อนี้แต่ลองเทียบนะครับว่า "โอกาส" ที่เสียไปนั้นเราแลกกับ "โอกาส" อะไรกลับมา

       ขอจบประเด็นนี้แค่นี้แหละครับ